วันพฤหัสบดีที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2552
วันอังคารที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2552
ประโยชน์จากฟรีอีเมล์
2.นำไปใช้ออกเเบบงานโฆษณา
3.นำไปใช้เรื่องการออกเเบบภาพถ่าย
4.นำไปใช้งานต่างๆ เช่น งานเเต่งงาน งานรวมรุ่น
5.นำไปใช้ออกเเบบเว็บไซต์
วันอังคารที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2552
วันอังคารที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2552
ดอกไม้
ดอกไม้ " วันวาเลนไทน์ " ..
มนุษย์ได้ใช้ดอกไม้เป็นสื่อในการแสดงความรักต่อกันมานานแล้ว เราอาจจะคิดว่าดอกไม้เป็นสิ่งที่สามารถใช้สื่อความหมายเฉพาะความรักของหนุ่มสาวเท่านั้น แต่แท้จริงแล้ว ดอกไม้แต่ละชนิดสามารถสื่อความรักได้หลาย รูปแบบ ทั้งยังไม่จำกัดอายุและเพศอีกด้วย
กุหลาบตูม หมายถึง ความรักและความเยาว์วัย
กุหลาบบาน หมายถึง ความรักที่กำลังเบ่งบาน ความอ่อนหวาน สดชื่น
กุหลาบดำ หมายถึง ความรักนิรันดร์
กุหลาบแดง (red rose) : จะใช้ในความหมายแทน ประโยคที่ว่า "ฉันรักเธอ" การให้ดอกกุหลาบแดงกับคนที่รักความ หมายถึงความรักอันลึกซึ้ง จริงจัง กุหลาบแดงจึงมักจะเป็นดอกไม้ ที่ชายหนุ่มให้หญิงสาวที่ตนเองตั้งใจจะใช้ชีวิตร่วมกัน
กุหลาบขาว (white rose) : สีขาวเป็นสีแห่งความบริสุทธ์ กุหลาบขาวจึงแทนความหมายแห่งความรักอันบริสุทธิ์ไม่ต้องการสิ่งตอบแทน ดังนั้นมันจึงสามารถใช้แทนความรักของคนต่างวัย ความรักต่อพ่อแม่ เพื่อน หรือคนที่เรารู้สึกดีด้วยอย่างบริสุทธิ์ใจได้
กุหลาบชมพู (pink rose) : มักถูกใช้แทนความรักแบบโรแมนติก และความเสน่หาต่อกัน การให้ดอกกุหลาบสีชมพูสามารถแสดงถึงความรัก ที่กำลังเริ่มงอกงามในใจ และสามารถพัฒนาต่อไปเป็นความรักที่ลึกซึ้งได้
กุหลาบเหลือง (yellow rose) : สีเหลืองเป็นสีแห่งความสดใส กุหลาบสีเหลืองถูกใช้สำหรับแทนความรักแบบเพื่อน และความ สนุกสนานรื่นเริงจึงมักจะนำมันมาประดับตะกร้าสำหรับเยี่ยมผู้ป่วย เพื่อทำให้คนป่วยรู้สึกสดชื่นรื่นเริงขึ้นนั่นเอง
สำหรับดอกไม้อื่น ๆ ที่ถูกมาใช้แทนความหมายแห่งความรักก็มี ดอกทิวลิบสีแดง (red tulib) ชาวตะวันตกใช้มันแทนการประกาศความรัก อย่างเปิดเผย คล้าย ๆ กับดอกกุหลาบแดง
ดอกคาร์เนชั่นสีชมพู (pink carnation) ใช้สื่อความหมายว่า "ถึงอย่างไรผมก็ยังรักคุณ" หรือ "คุณยังอยู่ในหัวใจฉันเสมอ"
ดอกลิลลี่สีขาว (white lilly) แสดงความรักแบบบริสุทธ์ เช่นเดียวกันกับดอกกุหลาบขาว นอกจากนั้นลิลลี่สีขาวยังแสดงถึงความรักแบบอ่อนหวานจริงใจ และเทอดทูน และมักถูกใช้แทนประโยคที่ว่า "ฉันรู้สึกดี ๆ ที่ได้ได้รู้จัก และอยู่ใกล้คุณ "
สำหรับดอก forget-me-not มีความหมายตรงตัวคือได้โปรดอย่าลืมฉัน และอย่าลืมความรู้สึกดี ๆ ที่เคยมีให้กัน
มาถึงดอกไม้ที่เห็นได้ทั่วไปในบ้านเราบ้างดอกทานตะวัน (sunflower) มีความหมายถึงความรักแบบคลั่งไคล้ ความรักแบบบูชา แต่สำหรับชาวตะวันตก ดอกทานตะวันจะหมายถึงความเข้มแข็งอดทน จึงสามารถใช้แทนความรักที่ต้องฝ่าฟันกว่าจะได้ความรักมา
จะเห็นได้ว่าดอกไม้เป็นประดิษฐกรรมทางธรรมชาติที่มนุษย์เรานำมาใช้เป็นสื่อแทนความหมาย แห่งความรักได้หลายรูปแบบ การมอบดอกไม้ให้กับคนที่เรามีความรู้สึกพิเศษจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม ... Vlentine นี้คุณมีดอกไม้ในใจที่จะให้คนที่คุณรักแล้วหรือยัง
วันวาเลนไทน์ในประเทศญี่ปุ่น วันวาเลนไทน์กับชอคโกแลต ช๊อกโกแล็ต
.. ชอคโกแลตกับวันวาเลนไทน์ ..
ในวันวาเลนไทน์ที่ประเทศญี่ปุ่น ฝ่ายหญิงนิยมที่จะมอบชอคโกแลตให้กับฝ่ายชาย (ส่วนผู้ชายจะมอบของขวัญตอบแทนให้กับผู้หญิงในวันที่ 14 มีนาคม ซึ่งเรียกวันนั้นว่า White Day หรือ วันสีขาว) ความนิยมการมอบชอคโกแลตนั้นเกิดขึ้นมาจากการใช้เครื่องมือทางการตลาดของบริษัทผลิตชอคโกแลต ผู้หญิงญี่ปุ่นถูกกระตุ้นให้บอกรักอย่างชัดเจนกับผู้ชายโดยการมอบชอคโกแลตและของขวัญชนิดอื่นในวันที่ 14 กุมภาของทุกปี ร้านขายของชำ ห้างสรรพสินค้า และร้านสะดวกซื้อจะขายชอคโกแลตที่หลากหลายมาก ไม่ว่าจะเป็น ชอคโกแลตที่ผลิตในประเทศหรือนำเข้ามาจากต่างประเทศ มากกว่าครึ่งหนึ่งของยอดขายชอคโกแลตทั้งปีนั้น จะมาจากช่วงวันวาเลนไทน์ เหตุก็เพราะผู้หญิงแดนอาทิตย์อุทัยจะซื้อชอคโกแลตเพื่อแจกให้กับทั้งเพื่อนร่วมงาน หัวหน้า เพื่อนชาย พี่ชาย คุณพ่อ สามี แฟน และผู้ชายที่เธอรู้จักและมีความยินดีที่จะมอบให้ ชอคโกแลตที่มอบให้กับผู้ชายที่เธอไม่ได้หลงรัก ถูกเรียกว่า “giri-choco” (แปลว่า ชอคโกแลตที่ให้ตามหน้าที่ หรือ ชอคโกแลตตามมารยาท) เช่น ชอคโกแลตที่มอบให้กับเพื่อนร่วมงาน หรือกับหัวหน้างานเป็นต้น ผู้ชายส่วนใหญ่จะรู้สึกอับอายอย่างมาก ถ้าพวกเขาไม่ได้รับชอคโกแลตในวันนี้ ผู้หญิงจึงพยายามมอบ giri-choco กับผู้ชายที่รู้จักทุกคน เพียงเพื่อไม่ให้ผู้ชายต้องมีความรู้สึกว่าตัวเขานั้นไม่ได้รับการใส่ใจ ราคาโดยเฉลี่ยของ giri-choco ตกประมาณอันละ 100 – 300 เยน ผู้หญิงบางกลุ่มมีแนวโน้มที่จะให้ของขวัญพิเศษกับคนที่ตนรัก เช่น เนคไทค์ และเสื้อผ้าควบคู่ไปกับชอคโกแลตด้วย ชอคโกแลตประเภทนี้จะเรียกว่า "honmei-choco." (แปลว่า ผู้ชนะที่คาดหวังไว้ prospective winner) Honmei-choco จะมีราคาที่แพงกว่า giri-choco และบางครั้งจะเป็นชอคโกแลตทำเอง ซึ่งผู้ชายที่ได้รับนั้นถือว่าโชคดีมาก ชอคโกแลตญี่ห้อดังของญี่ปุ่นได้แก่ Glico, Meiji และ Morinaga แต่ผู้ชายบางคนมักจะพอใจกับชอคโกแลตทำเองมากกว่า เพราะมันจะแสดงออกถึงความตั้งใจของคนทำนั่นเอง
บทความจาก Setsuko Yoshizuka
.. คิวปิด ..
คนทั่วไปรู้จัก คิวปิด ในภาพของเด็กน่ารักที่มีปีก มือถือคันธนูกับลูกศรและมีชื่อเสียงในเรื่องการยิงศรรักปักหัวใจของใครต่อใคร ศรรักของ คิวปิด หมายถึงความปรารถนาและอารมณ์แห่งความรัก คิวปิด จะเล็งลูกศรไปที่พระเจ้าและมนุษย์เพื่อทำให้พระเจ้ากับมนุษย์รักกันคิวปิดมักจะมีบทบาทในการเฉลิมฉลองความรัก ในกรีกโบราณ คิวปิด เป็นที่รู้จักกันในชื่อว่า เอโรส ลูกชาย แอฟโพไดท์ เทพธิดาแห่งความรักและความสวยงามแต่สำหรับพวกโรมัน เขาคือ คิวปิด และแม่ของเขาคือ วีนัส มีเรื่องน่าสนใจพอสมควรเกี่ยวกับ คิวปิด และ ไซคี เจ้าสาวของเขาในเทพนิยายโรมัน ผมขอแนะนำผู้อ่านให้รู้จักคู่รักของ คิวปิด สักนิดนะครับว่าเธอเป็นเทพธิดารูปงามในนิยายกรีกโบราณมีปีกเป็นผีเสื้อ และเพราะความงามนี้เองที่ทำให้ วีนัส อิจฉา นางจึงได้สั่ง คิวปิด ให้ลงโทษว่าที่ลูกสะใภ้เสีย แต่ คิวปิด ตกหลุมรักเธอเกินกว่าที่จะทำตามความต้องการของแม่ ดังนั้น แทนที่จะลงโทษเธอ คิวปิด กลับเอาเธอเป็นภรรยาเสียเลย แต่เนื่องจาก ไซคี มิได้เป็นอมตะ เธอจึงถูกห้ามมิให้มองเขา (ตรงนี้ผมไม่ทร าบเหมือนกันนะครับว่าเป็นไปได้อย่างไรที่ได้เธอเป็นภรรยาแล้วภรรยามองไม่ได้ แต่อย่าไปคิดอะไรมากนะครับ เพราะเทพนิยายฝรั่งก็ไม่แตกต่างอะไรไปจากละครน้ำเน่าบ้านเรา) หลังจากตกเป็นภรรยาของ คิวปิด แล้ว ไซคี ก็มีความสุขเรื่อยมา (ก็แหงละ) จนกระทั่งพี่สาวของเธอได้รบเร้าให้เธอมอง คิวปิด ทันทีที่เธอมอง คิวปิด คิวปิด ก็ลงโทษเธอด้วยการทิ้งเธอไปทันที พร้อมกันนั้นปราสาทและสวนอันสวยงามของเธอก็ต้องมลายหายไปด้วย หลังจากนั้นไซคี ก็พบว่าตัวเองอยู่ตามลำพังในทุ่งโล่งแห่งหนึ่งซึ่งไม่มีร่องรอยของสิ่งมีชีวิตอื่นๆหรือ คิวปิด ปรากฏให้เห็นเลย ในขณะที่เธอออกเดินทางค้นหาคนรักของเธอนั้น เธอก็มาถึงวิหารของ วีนัส โดยบังเอิญ เมื่อ วีนัส เทพธิดาแห่งความรักพบว่า ไซคี ยังมีชีวิตอยู่ เธอก็ปราถนาที่จะ ทำลาย ไซคี ด้วยการให้งานที่หนักและอันตรายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ งานสุดท้ายที่ ไซคี ได้รับมิใช่งานขับเครื่องบินชนตึกเวิร์ลเทรดครับ หากแต่เธอได้รับกล่องใบหนึ่งมาและได้ถูกสั่งให้ลงไปยังใต้โลกเพื่อเอา ความงามของ โพรเซอร์พีน ภรรยาของ พลูโต ใส่กล่องใบนี้มา ในระหว่างที่เธอเดินทางอยู่นั้น เธอก็ได้รับคำแนะนำให้รู้จักการหลีกเลี่ยงอันตรายจากอาณาจักรแห่งความตาย นอกจากนั้นแล้ว เธอยังได้ถูกเตือนมิให้เปิดกล่องใบนั้นอีกด้วย แต่เพราะทนไม่ไหวหรือเพราะความอยากรู้อยากเห็นหรืออะไรก็ไม่ทราบ เธอได้เปิดกล่องใบนั้น แต่แทนที่จะพบกับความงาม เธอกลับต้องหลับเป็นตาย ต่อมา คิวปิด ได้มาพบร่างอันไร้ชีวิตของเธอบนพื้นดิน เขาจึงได้นำเอาอาการหลับเป็นตายออกจากร่างของเธอและนำมันไปเก็บไว้ในกล่อง หลังจากนั้น คิวปิด ก็ได้ให้อภัยเธอเช่นเดียวกับ วีนัส เมื่อเทพเจ้าทั้งหลายเห็นความรักที่เธอมีต่อ คิวปิด จึงได้ตั้งให้เธอเป็นเทพธิดาองค์หนึ่งปัจจุบันนี้รูป คิวปิด แผลงศรเป็นสัญลักษณ์แห่งความรักที่ผู้คนมักนิยมใช้กัน และเมื่อศรรักของ คิวปิด พุ่งโดนหัวใจหนุ่มสาวคนใดในวันวาเลนไทน์ หนุ่มสาวคนนั้นก็จะออกอาการ "สติวปิ้ด" จากศรรักของ คิวปิด ขึ้นมาทันที อาการนี้จะเห็นได้จากการส่งดอกกุหลาบสีแดง ส่งช็อคโกแล็ต การส่งบัตรอวยพรและอื่นๆ อีกครับ หมายเหตุท้ายบท : "สติวปิ้ด" เป็นภาษาอังกฤษแปลว่า "โง่" ครับ เหมือนคำบางคำที่เราอาจเคยได้ยินว่า "ความรักบางครั้งก็ทำให้คนตาบอด และ มองไม่เห็นข้อบกพร่องของคนที่เรารัก"
ประวัติวันวาเลนไทน์
ประวัติวันวาเลนไทน์
.. วันวาเลนไทน์ ..
วันวาเลนไทน์ นั้นมีมาตั้งแต่สมัยจักรวรรดิโรมัน ในกรุงโรมสมัยก่อนนั้น วันที่ 14 กุมภาพันธ์ จะเป็นวันเฉลิมฉลองของจูโน่ ซึ่งเป็นราชินีแห่งเหล่าเทพและเทพธิดาของโรมัน ชาวโรมันรู้จักเธอในนามของเทพธิดาแห่ง อิสตรีและการแต่งงาน และในวันถัดมาคือวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ก็จะเป็นวันเริ่มต้นงานเลี้ยงของ Lupercalia การดำเนินชีวิตของเด็กหนุ่มและเด็กสาวในสมัยนั้นจะถูกแยกจากกันอย่างเด็ดขาด แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีประเพณี อย่างนึง ซึ่งเด็กหนุ่มสาวยัง สืบทอดต่อกันมา คือ คืนก่อนวันเฉลิมฉลอง Lupercalia นั้นชื่อของเด็กสาวทุกคนจะถูกเขียนลงในเศษกระดาษเล็ก ๆ และจะใส่เอาไว้ในเหยือก เด็กหนุ่มแต่ละคนจะดึงชื่อของเด็กสาวออกจากเหยือก แล้วหลังจากนั้นก็จะจับคู่กันในงานเฉลิมฉลอง บางครั้งการจับคู่นี้ ท้ายที่สุดก็จะจบลงด้วยการ ที่เด็กหนุ่มและเด็กสาวทั้งสองนั้นได้ตกหลุมรักกันและแต่งงานกันในที่สุดภายใต้การปกครองของจักรพรรดิคลอดิอุสที่สอง (Claudius II) นั้น กรุงโรมได้เกิดสงครามหลายครั้ง และคลอดิอุสเองก็ประสบกับปัญหาในการที่จะหาทหารจำนวนมากมายมหาศาลมาเข้าร่วมในศึกสงคราม และเขาเชื่อว่าเหตุผลสำคัญก็คือ ผู้ชายโรมันหลายคนไม่ต้องการจากครอบครัวและคนอันเป็นที่รักไป และด้วยเหตุผลนี้เอง ทำให้จักรพรรดิคลอดิอุสประกาศให้ยกเลิกงานแต่งงานและงานหมั้นทั้งหมดในกรุงโรม ถึงกระนั้นก็ตาม ยังมีนักบุญผู้ใจดีคนหนึ่งซึ่งชื่อว่า ท่านนักบุญ " วาเลนไทน์ " ท่านเป็นพระที่กรุงโรมในสมัยของจักรพรรดิคลอดิอุสที่สองท่าน นักบุญ วาเลนไทน์ และนักบุญ มาริอุส ได้จัดตั้งกลุ่มองค์กรเล็กๆ เพื่อช่วยเหลือชาวคริสเตียนที่ตกทุกข์ได้ยากเหล่านี้ และได้จัดให้มีการแต่งงานของคู่รักอย่างลับๆด้วย และจากการกระทำเหล่านี้เอง ทำให้ นักบุญ วาเลนไทน์ ถูกจับและถูกตัดสินประหารโดยการตัดศรีษะ ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ประมาณปีคริสต์ศักราชที่ 270 ซึ่งถือเป็นวันที่ท่านได้ทนทุกข์ทรมานและเสียสละเพื่อเพื่อนมนุษย์
.. ทำไมจึงชื่อ " วันวาเลนไทน์ " ..
วันที่ 14 กุมภาพันธ์ ของทุกปีเป็น วันวาเลนไทน์ ซึ่งพวกหนุ่มสาวมักจะรีบไปซื้อบัตรส่งทักทายกันส่งใจถึงกัน นับเป็นความนิยมมากขึ้น ประเพณีนี้เข้ามาสู่ประเทศไทยทีละเล็กละน้อย และดูเหมือนจะเป็นที่นิยมมากขึ้นทุกปี เป็นประเพณีที่หนุ่มสาวนิยมกันมากเป็นพิเศษที่สหรัฐอเมริกาและที่ประเทศอังกฤษทำไมจึงมีชื่อว่า “ วันวาเลนไทน์ ” และความหมายที่แท้จริงของวันนี้คืออะไร? และมาจากไหน?นักบุญ วาเลนไทน์ (Valentine) เป็นสงฆ์คาทอลิกองค์หนึ่งที่ได้ถูกประหารชีวิตในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ คริสตศักราช 270 ในสมัยพระเจ้าจักรพรรดิโรมัน เกลาดิอุส ที่ 2 ( Clanoius) โดยแท้จริงแล้วท่านนักบุญไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับประเพณีการเลือกคู่ หรือหาคู่ หรือหาแฟน หรือความรัก ความสนใจระหว่างหนุ่มสาว ท่านก็ไม่ได้ไปเกี่ยวข้องด้วยเลย ถ้าเช่นนั้นแล้ว ทำไมจึงเลือกนักบุญองค์นี้มาเป็นองค์อุปถัมภ์สำหรับผู้ที่กำลังหาคู่ เลือกคู่หรือเลือกแฟนกันได้เล่า ? เหตุผลที่ค้นพบได้ก็คือ ที่มาของวันวาเลนไทน์ ไม่ขึ้นอยู่กับคนผู้นี้ แต่ขึ้นอยู่กับวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ประเพณีเลือกคู่ หรือหาคู่นี้มีมาแต่โบร่ำโบราณในทุกชาติ ดูเหมือนกับว่าได้เกิดขึ้นพร้อมกับวิวัฒนาการของมนุษย์ก็ว่าได้ ประเพณี วาเลนไทน์ นี้ก็มีต้นเหตุหรือ ที่มาสมัยที่จักรวรรดิโรมันแผ่อิทธิพลไปทั่ว ชาวโรมันสมัย โบราณมีการฉลองเทพเจ้าองค์หนึ่งชื่อ ลูแปร์คูส (Lupercus) ซึ่งตรงกับวันที่ 15 กุมภาพันธ์ และถือว่าเป็นการฉลองใหญ่ ส่วนหนึ่งของการฉลองใหญ่นี้ก็จะเป็นการจัดงานหาคู่ของพวกหนุ่มสาว ซึ่งจัดขึ้นในวันก่อนวันฉลองใหญ่ 1 วัน คือวันที่ 14 กุมภาพันธ์ นี้จะถือโอกาสให้พวกหนุ่มสาวเสนอตัวเป็นคนรักกันชั่วระยะเวลา 1 ปี ช่วงนี้จะเรียกว่าเป็นช่วงทดลองมิตรภาพเพื่อดูว่าทั้งคู่จะมีนิสัยใจคอเข้ากันได้หรือไม่ ชาวโรมันเป็นคนศรัทธาในเทพเจ้า และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ ก็มีความเชื่อกันว่าพวกตนมีเทพเจ้าองค์หนึ่งซึ่งเขาขอให้เป็นผู้ดูแลความรักของเขาในระหว่างช่วงระยะเวลาการทดลองเป็นคู่รักกัน 1 ปี นั้น เทพเจ้าองค์นี้เป็นหญิงชื่อเทพธิดา Juno Februata ซึ่งตาม เทพนิยายของชาวโรมันเป็นมเหสีของ Jupiter องค์มหาเทพเจ้าทั้งหลายครั้นต่อมา เมื่อชาวโรมันส่วนใหญ่กลับใจมาถือศาสนาคริสต์ (ตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 4 ) ประเพณีของหนุ่มสาวที่จะหาคู่เพื่อทดลองเป็นคนรักกัน เพื่อจะแต่งงานกันในเวลาต่อไปนั้นก็ยังนิยมทำกันอยู่ แม้ว่าจะเป็นคริสตชนแล้วก็ตาม ฉะนั้นเขาก็ยังรักษาประเพณีการเลือกคู่ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์นั้นอยู่ตลอดมา เพียงแต่ว่าหนุ่มสาว โรมันชาวคริสต์ได้หันมาเปลี่ยนตัวผู้อุปถัมภ์องค์ใหม่ เพราะคริสตชนไม่นับถือเทพเจ้าหรือเทพธิดาอย่างกาลก่อน เขาจึงหันมาเลือกหานักบุญในคริสตศาสนาที่มี วันฉลองในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ซึ่งก็มี นักบุญวาเลนไทน์องค์นี้เอง จึงขอยืมชื่อท่านมาเป็นองค์อุปถัมภ์แทนเทพเจ้าเดิมของชาวโรมัน เรื่องราวความเป็นมามีดังนี้ ฉะนั้นถ้าท่านนักบุญมีชีวิตอยู่ท่านอาจรู้สึกงงงวยในตำแหน่งที่หนุ่มสาวได้เลือกตั้งและแต่งตั้งให้ท่านเป็นผู้อุปถัมภ์ โดยที่ท่านไม่ได้รู้เรื่องทางโลกของหนุ่มสาวด้วยเลยแม้แต่น้อยความรักระหว่างหนุ่มสาวนั้นอาจจะเผชิญกับอันตรายบางอย่าง และอาจจะเป็นโอกาสให้พลังและความรักนั้นทำลายความสัมพันธ์อันสูงส่งระหว่างหนุ่มสาวนั้นเอง ความหมายของการมี วันวาเลนไทน์ นี้ก็คือการช่วยหนุ่มสาวหาวิธีการเพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันด้วยใจบริสุทธิ์ความหมายเห็นได้ชัดในคำว่า “You are my Valentine” ที่มักจะเขียนลงในบัตรส่งใจถึงกันและกัน ประโยคตามความหมายเดิม หมายถึงว่า “ข้าพเจ้าขอเสนอตัวเป็นเพื่อนสนิทของท่านในช่วงเวลา 1 ปี และข้าพเจ้าพร้อมที่จะตกลงแต่งงานกับท่าน ถ้ามิตรภาพของเรานี้เป็นสิ่งที่ยืนยง”
ลักษณะความสัมพันธ์ระหว่างหนุ่มสาวที่จะช่วยให้ก้าวหน้าในความรักที่แท้จริงนั้น ก็ควรจะประกอบด้วย 3 ข้อด้วยกัน ดังนี้
1. ให้รู้จักกันทั้งในด้านดี ในด้านเสีย และข้อผิดพลาดซึ่งต่างก็มีอยู่ และยอมรับซึ่งกันและกันในข้อเหล่านั้น 2. ให้เคารพและเห็นใจกัน โดยเสียสละต่อกันเพื่อให้คนรักของตนได้รับความดี และความสุขใจในทางที่บริสุทธิ์งดงาม3. ให้มีการปรับปรุง และเปลี่ยนนิสัยของตนในส่วนที่บกพร่อง เพื่อจะอยู่กันด้วยความสุขในอนาคต
ลักษณะทั้งสามดังกล่าวนี้ คงจะเป็นประโยชน์สำหรับหนุ่มสาวไทยไม่เฉพาะ ในวันวาเลนไทน์หรือสำหรับกลุ่มที่นิยมประเพณีต่างประเทศเท่านั้น แต่สำหรับทุกคู่ที่แสวงหาวิธีการเพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกันอัน จะนำไปสู่ความรักที่มั่นคงและยั่งยืนชั่วชีวิต
การต่อสู้
ใบไม้หนึ่งใบ กว่าที่จะเติบโตขึ้นมาบนกิ่งไม้ใหญ่
วันพฤหัสบดีที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2552
*-*-*-/*****เทพวีนัส*-*-******--*-*
หากจะสืบสาวต้นกำเนิดของอโฟร์ไดที่อาจต้องสืบสาวไปไกลกว่าตำนานของกรีกเสียอีก เนื่องจากเจ้าแม่มีต้นกำเนิดมาจากดินแดนซีกโลกตะวันออก ว่ากันว่าเจ้าแม่เป็นเทวีองค์แรกเริ่มของชน ชาติฟีนีเซีย ที่มาตั้งอาณานิคม มากมาย ในดินแดนตะวันออกแถบตะวันออกกลาง ทราบกันมาว่าเจ้าแม่ เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับเทวีของชาวอัสสิเรีย กับบาบิโลเนีย ที่มีนามว่า อีชตาร์ และก็ยังเป็น อันหนึ่งอันเดียวกับเทวีของชาวไซโรฟีนิเซี่ยน ผู้มีนามว่า แอสตาร์เต (Astarte)จึงนับได้ว่าเป็น เทวีที่มีความสำคัญมากมาแต่ดึกดำบรรพ์
ตามมหากาพย์อิเลียดของโฮเมอร์เทวีอโฟรไดที่เป็นเทพธิดาของซูส เกิดกับนางอัปสรไดโอนี (Dione)แต่บทกวีนิพนธ์ชั้นหลัง ๆ กล่าวว่า เจ้าแม่ ผุดขึ้นจากฟอง ทะเล เนื่องจากคำว่า Aphros อันเป็นที่มาของชื่อเจ้าแม่ใน �� าษากรีกแปลว่า " ฟอง " แหล่งกำเนิดของเจ้าแม่อยู่ในทะเลแถว ๆ เกาะ ไซเธอรา ( Cythera ) จากนั้น เจ้าแม่ถูก คลื่นซัดไปจนถึงเกาะ ไซพรัส ( Cyprus ) อาศัยเหตุนี้ เกาะทั้งสองจึงกลายเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เกี่ยวกับเจ้าแม่ และบางทีเจ้าแม่ก็มีชื่อเรียกตามชื่อเกาะทั้งสอง นี้ว่า ไซเธอเรีย (Cytherea) และ ไซเพรียน (Cyprian)
ตามเรื่องที่เล่ากันแพร่หลายกล่าวว่า เมื่อเทวีอโฟรไดทีถูกคลื่นซัดไปติด ณ เกาะไซพรัสนั้นฤดูเทวีผู้รักษาทวารแห่งเขาโอลิมปัสลงมารับพาเจ้าแม่ขึ้นไปยัง เทพส�� า เทพทุกคนในที่นั้นต่างตะลึงใน ความงามของเจ้าแม่ และต่างองค์ต่างก็อยากได้เจ้าแม่เป็นคู่ครอง แม้แต่ซูสเองก็อยากจะได้ แต่เจ้าแม่ไม่ยินดีด้วย ไท้เธอจึงโปรดประทานเจ้าแม่ให้แก่ ฮีฟีสทัส (Hephaestus)เทพรูปทรามผู้มีบาทอัน แปเป๋เป็นบำเหน็จรางวัลทดแทนความชอบ ในการที่ฮีฟีสทัส ประกอบอสนียบาตถวายและเป็นการลงโทษ เจ้าแม่ในเหตุที่ไม่ไยดีซูสไปในตัวด้วย
แต่เทพองค์แรกที่เจ้าแม่พิศวาสและร่วมอ�� ิรมย์ด้วยคือ เอรีส (Ares)หรือ มาร์ส (Mars)ซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งการสงคราม เทพบุตรของซูสเทพบดี เกิดกับ เจ้าแม่ ฮีรา ได้เป็นชู้สู่หากับเทวีอโฟรไดที่จนให้ประสูติบุตรสอง ธิดาหนึ่งรวมเป็นสาม มีนามตามลำดับว่า อีรอส (Eros)หรือ คิวพิด (Cupid)แอนติรอส (Anteros)เฮอร์ไมโอนี (Hermione)หรือ ฮาร์โมเนีย (Harmonia)นางเฮอร์ไมโอนีนั้นได้วิวาห์กับ แคดมัส (Cadmus)ผู้สร้างเมืองธีบส์ซึ่งเป็นพี่ ของนาง ยุโรปา ผู้ถูกซูสลักพาไปเป็นคู่ร่วมอ�� ิรมย์ ดังเล่ามาแล้วแต่ต้น
ว่ากันว่าแรกเริ่มเดิมทีก่อนที่จะกลายเป็นเทวีแห่งความงามและความรักนั้นอโฟร์ไดที่เป็นเทวีแห่งความสมบูรณ์ มาก่อน เมืองที่นับถือเจ้าแม่มากที่สุดได้แก่ เมืองปาฟอสในไซปรัสและเมืองไซธีราในเกาะครีต นอกจากนั้นวิหารที่เล่าลือ ว่าโอ่อ่าที่สุดของซีกโลกทางด้านตะวันออกได้แก่ วิหารที่เมืองคนิดุส ในรัฐแคเรีย ( Caria )เมื่อเดินทางมาถึงกรีกก็มีผู้ศรัทธาเชื่อถือสร้างวิหารใหญ่ให้หลายแห่งรวมทั้งกรุงเอเธนส์ซึ่งมีเทวีเอเธน่าเป็นเทพอุปถัม�� ์อยู่บนเนินอโครโปลิส
อนึ่งชาวยุโรปทั่วไปเขาเชื่อกันมาเป็นเวลานานหลายศตวรรษด้วยว่า ในคราวที่บ้านหนึ่งบ้านใดกำลังจะมีเด็ก เจ้าแม่อโฟรไดที่จะให้นกกระสามาบินวนเวียน เหนือบ้านนั้น คตินี้กินความไปถึงว่า ถ้านกกระสาบินวนเหนือบ้านที่กำลังจะมีเด็กเกิด เด็กนั้นจะคลอดออกจากครร�� ์โดยง่ายและอยู่รอดด้วย แต่คตินี้ในที่สุดก็ เป็นเพียงข้อ อ้างที่พ่อแม่จะใช้ตอบลูกตอนโต ๆ เมื่อถูกถามว่าน้องเล็กเกิดมาแต่ไหน หรือตัวเกิดจากอะไรเท่านั้น
เทวีอโฟร์ไดที่มีต้นเมอร์เทิลเป็นพฤกษาประจำองค์ สัตว์เลี้ยงของเจ้าแม่เป็นนก บ้างว่าเป็นนกเขา นกกระจอกบ้าง หงส์บ้าง ตามแต่กวีคนไหนจะชอบใจยกให้เป็น สัญลักษณ์ของเทวีแห่งความงามและความรัก
กุหลาบสื่อความหมาย**-*-****-*
สีแดง สื่อความหมายถึง ความรักและความปราถนา เป็นดอกไม้ของกามเทพ คิวปิด และอีรอส เป็นสิ่งนำโชคนำความรักมาให้แก่หญิงหรือชายที่ได้รับ
สีชมพู สื่อความหมายถึง ความรักที่มีความสุขอย่างสมบูรณ์
สีขาว สื่อความหมายถึง ความมีเสน่ห์ ความบริสุทธิ์ มิตรภาพ และความสงบเงียบ และนำโชคมาให้แก่หญิงหรือชายเช่นเดียวกับกุหลาบแดง
สีเหลือง สื่อความหมายถึง เราเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันเสมอนะ
สีขาวและแดง สื่อความหมายถึง ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
กุหลาบตูม สื่อความหมายถึง ความงามและความเยาว์วัย
ช่อกุหลาบสื่อความหมาย
จำนวนดอกกุหลาบในช่อก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สื่อความหมายได้เช่นกัน และในวันวาเลนไทน์หรือวันไหนๆ ถ้าคุณได้ช่อดอกกุหลาบจากใครสักคน เค้าคนนั้นอาจกำลังต้องการสื่อความหมายอะไรบางอย่างให้คุณรู้ก็เป็นได้
จำนวนดอกกุหลาบ1237910111213152021364099100101108 999
ความหมายรักแรกพบแสดงความรู้สึกที่ดีให้กันฉันรักเธอคุณทำให้ฉันหลงเสน่ห์เราสองคนจะรักกันตลอดไปคุณเป็นคนที่ดีเลิศคุณเป็นสมบัติชิ้นที่มีค่าชิ้นเดียวของฉันขอให้เธอเป็นคู่ของฉันเพียงคนเดียวเพื่อนแท้เสมอฉันรู้สึกเสียใจจริงๆฉันมีความจริงใจต่อเธอชีวิตินี้ฉันมอบเพื่อเธอฉันยังจำความหลังอันแสนหวานความรักของฉันเป็นรักแท้ฉันรักเธอจนวันตายฉันอุทิศชีวิตนี้เพื่อเธอฉันมีคุณเพียงคนเดียวเท่านั้นคุณจะแต่งงานกับฉันไหมฉันจะรักคุณจนวินาทีสุดท้าย
*-*-*-*-*-*-ตำนานดอกกุหลาบ-*-*-*-*-
หลินปิง-*-น้อยน่ารัก-*--*--*--*-*-*-*-*-
วันอังคารที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2552
เเนะนำตัวเอง อิอิ ^^ ดีคับป๋ม
ชื่อเล่น อาร์ม
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/1 เลขที่ 27
โรงเรียนอาเวมารีอา
ผู้แนะนำ: นายวีระชน ไพสาทย์
ความรู้สึก D จัยแล:อยากให้มีคนเข้ามาเป็นสมาชิกเยอะๆ
อยากทำความรู้จักกับสมาชิกทุกคน-*-*-*-
--------------------*-------------------------
วันเสาร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2552
กอดของแม่อุ่นอันใดในหล้าที่ว่าอุ่นไม่ละมุมทดแทนเท่าแขนแม่ที่ตวัดโอบร่างอย่างดูแลยามลูกแพ้ด้วยฤทธิ์พิษสังคมมือแม่นั้นโอบมาจากบ่าซ้ายแนบเรือนกายกลางหลังฝังความขมตบเบาเบาหมายให้ไล่ความตรมดุจสายลมอบอุ่นละมุนละไมน้ำตาลูกรินลงอยู่ตรงหน้าแม้เหนื่อยล้าเจ็บท้อเพียงขอให้รอยกอดนั้นลึกล้ำมาค้ำใจตลอดไปชั่วกาลนานนิรันดร์ลูกวันนี้อยู่อย่างห่างคนกอดคำพร่ำพลอดห่วงใยไกลเกินฝันแขนที่โอบแนบสนิทติดชีวันก็มีอันจากไปในเวลาลูกจะรอวันหนึ่งถึงวันนั้นวันที่ฝันอบอุ่นยังกรุ่นฟ้าวันที่ต้องทดท้อต่อชะตาวันเหว่ว้ามาเตือนเยือนชีวีลูกจะหยิบมือแม่วางกลางศีรษะอย่าปล่อยนะวางไว้ตรงใจนี่ด้วยความรักศรัทธาและปรานีให้ลูกนี้ยืนหยัดในบัดดล...
เพราะความกลัวแดดจะแผดผิว ให้ดำจนเกินงามตาม ที่โฆษณาต่างส่งเสียงกันมา เลยทำให้สาวๆ น้อยใหญ่ต้องหันหน้า เข้าหาครีมกันแดดกันสักครั้ง แต่...จะเลือกแบบไหนดีนะ ขวดนี้ SPF-15 แต่ขวดโน้น SPF-30 กันน้ำได้ด้วย ลังเลค่ะเวลา ยืนอยู่หน้าชั้นสินค้า จำพวกครีมกันแดด มันละลาน ตาไปหมด ทั้งยี่ห้อ สีสัน และสรรพคุณจากศัพท์แสงที่ไม่คุ้นเคยก่อนอื่นเราต้องรู้ว่า SPF หรือเอสพีเอฟ นั้นย่อมาจาก Sun Protection Filter จะเป็นตัวที่บ่งบอกถึงประสิทธิภาพในการกรองรังสีดวงอาทิตย์ ยิ่งค่าเอสพีเอฟสูงก็ยิ่งกรองรังสีได้มากการจะใช้ครีมที่มีค่าเอสพีเอฟสูงมากหรือน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับรูปแบบการใช้ชีวิตของเราด้วย หากเป็นคนที่ออกทำงานแต่เช้ากลับบ้านค่ำมืด โอกาสเจอแสงอาทิตย์ ไม่ค่อยมี ก็แทบไม่ต้องใช้ครีมกันแดดเลย หรือถ้าจะใช้ก็ควรเป็นค่าระดับที่อ่อนมาก จำไว้อย่างหนึ่งว่า สารกรองรังสีดวงอาทิตย์พวกนี้ เป็นสารเคมีที่นักวิทยาศาสตร์สังเคราะห์ขึ้น ควรเลือกใช้เท่าที่จำเป็นเท่านั้น เพราะยิ่งพอกสารเคมีต่างๆ ไว้บนใบหน้า ก็ย่อมมีทั้งคุณและโทษขั้นต่อมาก็มาดูที่ตัวเลข 30 และ 15 ที่ยกเป็นตัวอย่างนั้นเป็นแค่ส่วนหนึ่งของเอสพีเอฟ ที่มีแสดงกันตามผลิตภัณฑ์ครีมกันแดด ดร.มาร์ติน ไวน์สต็อก ผอ.สมาคมมะเร็งอเมริกา บอกว่า ถ้าหากคุณคิดว่าการตบครีมที่มีเอสพีเอฟ 30 จะช่วยป้องกันแดดได้ มากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับเอสพีเอฟ 15 ขอให้คิดใหม่ มันไม่ง่ายอย่างนั้นข้อเท็จจริงก็คือ SPF-15 จะช่วยบล็อกรังสีอัลตราไวโอเลตจากแสงอาทิตย์ได้ 93.3 เปอร์เซ็นต์ ส่วน SPF-30 นั้น จะป้องกันรังสีได้ 96.7เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้า SPF-45 ป้องกันได้ 97.8 เปอร์เซ็นต์ ไม่มีอันไหนที่ป้องกันได้ 100 เปอร์เซ็นต์ค่ะ รู้อย่างนี้แล้วคงพอช่วยให้หายงง และเลือกครีมกันแดดที่เหมาะกับผิวของตัวเองได้มากขึ้นนะคะแต่หลายคนบอกว่าไม่ชอบมันเหนอะแหนะ ไม่สบายตัว น้องๆ ก็ลองเลือกแบบสเปย์น้ำก็ได้จ๊ะ ไม่งั้นดำแย่เลย อิอิ
แม่ที่อายุน้อยที่สุดในโลกที่มีการบันทึกไว้ โดยมีเอกสารอ้างอิงคือ ลินดา มีไดน่า ( Lina Medina ) เธอเป็นคนเมือง Paurange ประเทศเปรู (Peru) ในขณะที่เธอให้กำเนิดลูกเธอมีอายุเพียง 5 ขวบกับ อีก 7 เดือน 21 วัน พ่อแม่ของลินดา พาเธอมาส่งที่โรงพยาบาลเนื่องจากเธอท้องโตมาก ในช่วงแรกทุกคนคิดว่าเธอเป็นเนื้องอกในช่องท้อง แต่หมอกับตรวจพบว่าเธอตั้งท้อง 7 เดือน เพื่อความแน่ใจ Dr.Gerardo Lozada จึงส่งเธอเข้าตรวจกับผู้วชาญ ที่กรุงลิม่า ประเทศเปรู เพื่อตรวจสอบยืนยันอีกครั้งหนึ่งเวลาผ่านไปอีกเดือนครึ่งเธอได้ให้กำเนิดบุตรชายเมื่อวันที่ 14 พฤศษาคม 1939 โดยมีน้ำหนักแรกเกิด 2.7 กิโลกรัม โดยเธอได้ตั้งชื่อลูกชายของเธอว่า Gerardo เหมือนหมอที่ดูแลเธอ และลูก Gerardo ถูกเลี้ยงดูร่วมกับ ลินดาในฐานะพี่ชายน้องชาย จน Gerardo มีอายุ 10 ขวบความจริงจึงเปิดเผย และผู้ต้องสงสัยที่ทำการข่มขืนลินดาก็คือ พ่อของเธอ แต่เนื่องจากหลักฐานไม่เพียงพอ พ่อของลิดาจึงได้รับการปล่อยตัวในที่สุด Gerardo เป็นเด็กที่มีสุขภาพแข็งแรงตั้งแต่เกิดแต่กับเสียชีิวิต เมื่ออายุเพียง 40 ปีเนื่องจากโรคเกี่ยวกับไขกระดูก ( Bone marrow ) ส่วนลินดาเสียชีวิต เมื่อมีอายุได้ 75 ปี
คำสอน..ของแม่เสียงที่เคยเอ่ยฟัง ยังคงอยู่เฝ้าอุ้มชู เลี้ยงดู มิรู้หน่ายคอยฟูมฟัก ด้วยรัก ลูกมากมาย มิท้อใจ ขอให้ ลูกได้ดีความฉลาด แม่อาจ วาดไม่ได้ลูกต้องใช้ หัวใจ ไล้แต้มสีประสบการณ์ ก้าวผ่าน เนิ่นนานมีกลวิธี แห่งชีวี ที่มีมาแม่อยากให้ ใจลูก คิดถูกต้องจงไตร่ตรอง พิศมอง ผองปัญหาทางสายกลาง ทิศทาง สร้างปัญญารักศรัทธา ค่าความดี ที่เจ้าทำเมื่อลูกเห็น ใครลำเค็ญ อย่าเข่นข้องเข้าทำนอง กองไม้ล้ม ก้มเหยียบย่ำเฝ้าคิดร้าย ต่อใคร ไม่ควรทำลูกจงจำ ถ้อยคำ แม่ย้ำเตือนจงก้าวเดิน เผชิญจิต ลองผิดถูกเมื่อคิดผูก ต้องลุก กระตุกเงื่อนด้วยตัวเรา เท่านั้น อย่าฟั่นเฟือนคิดเลอะเลือน เงื่อนตาย ได้อายตัวจงเรียนรู้ สู่ทาง อย่างอดกลั้นมิหวาดหวั่น พลันตก อกสลัว ใช้สมอง ตรองพิศ อย่าคิดกลัวดีหรือชั่ว ตัวเรา ย่อมเข้าใจลูกมีสิทธิ์ คิดฝัน ทุกวันวี่แต้มชีวี สีสัน อันสดใสแม้นไม่อาจ วาดฝัน ได้ทันใดสู้ต่อไป อย่าสิ้นไร้ ในใจตน ยามใดสุข เผื่อทุกข์ เข้าปลุกปลอบนี่คือกรอบ ครอบใจ ได้ทุกหนทางชีวิต ลิขิตวาง อย่างแยบยลบรรลุผล หลุดพ้น วังวนกรรมแม่อยากให้ ยิ้มไว้ ทั่วใบหน้า ใครว่าบ้า อย่าสน คนพูดพร่ำ ยิ้มเพื่อได้ ล้างใจ ใคร่ควรทำ ยิ้มประจำ นำชีวิต จิตเบิกบานมีสิ่งหนึ่ง พึงจำ ในคำแม่ความจริงแท้ แน่วแน่ ไม่แปรผันพูดโกหก เหมือนตก นรกพลันทุกข์อนันต์ มหันต์ภัย ดั่งไฟฟอนกำลังใจ แม่ให้ ไม่มีหมดมิเลี้ยวลด จำจด ทุกบทสอนพระคุณแม่ แท้จริง ยิ่งสาครประนมกร อ่อนแนบ แทบเท้าเอย
ได้ดังนี้ความพอเพียงในระดับบุคคลและครอบครัวโดยเฉพาะเกษตรกร เป็นเศรษฐกิจพอเพียงแบบพื้นฐานเทียบได้กับทฤษฎีใหม่ขั้นที่ 1 ที่มุ่งแก้ปัญหาของเกษตรกรที่อยู่ห่างไกลแหล่งน้ำ ต้องพึ่งน้ำฝนและประสบความเสี่ยงจากการที่น้ำไม่พอเพียง แม้กระทั่งสำหรับการปลูกข้าวเพื่อบริโภค และมีข้อสมมติว่า มีที่ดินพอเพียงในการขุดบ่อเพื่อแก้ปัญหาในเรื่องดังกล่าวจากการแก้ปัญหาความเสี่ยงเรื่องน้ำ จะทำให้เกษตรกรสามารถมีข้าวเพื่อการบริโภคยังชีพในระดับหนึ่งได้ และใช้ที่ดินส่วนอื่น ๆ สนองความต้องการพื้นฐานของครอบครัว รวมทั้งขายในส่วนที่เหลือเพื่อมีรายได้ที่จะใช้เป็นค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่ไม่สามารถผลิตเองได้ ทั้งหมดนี้เป็นการสร้างภูมิคุ้มกันในตัวให้เกิดขึ้นในระดับครอบครัว อย่างไรก็ตาม แม้กระทั่ง ในทฤษฎีใหม่ขั้นที่ 1 ก็จำเป็นที่เกษตรกรจะต้องได้รับความช่วยเหลือจากชุมชนราชการ มูลนิธิ และภาคเอกชน ตามความเหมาะสมความพอเพียงในระดับชุมชนและระดับองค์กรเป็นเศรษฐกิจพอเพียงแบบก้าวหน้า ซึ่งครอบคลุมทฤษฎีใหม่ขั้นที่ 2 เป็นเรื่องของการสนับสนุนให้เกษตรกรรวมพลังกันในรูปกลุ่มหรือสหกรณ์ หรือการที่ี่ธุรกิจต่าง ๆ รวมตัวกันในลักษณะเครือข่ายวิสาหกิจ กล่าวคือ เมื่อสมาชิกในแต่ละครอบครัวหรือองค์กรต่าง ๆ มีความพอเพียงขั้นพื้นฐานเป็นเบื้องต้นแล้วก็จะรวมกลุ่มกันเพื่อร่วมมือกันสร้างประโยชน์ให้แก่กลุ่มและส่วนรวมบนพื้นฐานของการไม่เบียดเบียนกัน การแบ่งปันช่วยเหลือซึ่งกันและกันตามกำลังและความสามารถของตนซึ่งจะสามารถทำให้ ชุมชนโดยรวมหรือเครือข่ายวิสาหกิจนั้น ๆ เกิดความพอเพียงในวิถีปฏิบัติอย่างแท้จริงความพอเพียงในระดับประเทศ เป็นเศรษฐกิจพอเพียงแบบก้าวหน้า ซึ่งครอบคลุมทฤษฎีใหม่ขั้นที่ 3 ซึ่งส่งเสริมให้ชุมชนหรือเครือข่ายวิสาหกิจสร้างความร่วมมือกับองค์กรอื่น ๆ ในประเทศ เช่น บริษัทขนาดใหญ่ ธนาคาร สถาบันวิจัย เป็นต้นการสร้างเครือข่ายความร่วมมือในลักษณะเช่นนี้จะเป็นประโยชน์ในการสืบทอดภูมิปัญญา แลกเปลี่ยนความรู้ เทคโนโลยี และบทเรียนจากการพัฒนา หรือร่วมมือกันพัฒนา ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ทำให้ประเทศอันเป็นสังคมใหญ่อันประกอบด้วยชุมชน องค์กร และธุรกิจต่าง ๆ ที่ดำเนินชีวิตอย่างพอเพียงกลายเป็นเครือข่ายชุมชนพอเพียงที่เชื่อมโยงกันด้วยหลัก ไม่เบียดเบียน แบ่งปันและช่วยเหลือซึ่งกันและกันได้ในที่สุดพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวการสร้างขบวนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เสนอให้ริเริ่มการสร้างขบวนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อสานต่อความคิดและเชื่อมโยงการขยายผลที่เกิดจากการนำหลักปรัชญาฯ ไปใช้อย่างหลากหลาย รวมทั้งเพื่อจุดประกายให้เกิดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง ซึ่งจะนำไปสู่การยอมรับ และการนำไปประยุกต์ใช้ให้เกิดผลในทางปฏิบัติในทุกภาคส่วนของสังคมอย่างจริงจังจากพระบรมราโชวาทและพระราชดำรัสของพระองค์ นับตั้งแต่ปี 2517 เป็นต้นมา จะพบว่าพระองค์ท่านได้ทรงเน้นย้ำแนวทางการพัฒนาที่อยู่บนพื้นฐานของการพึ่งตนเอง ความพอมีพอกิน พอมีพอใช้ การรู้จักความพอประมาณ การคำนึงถึงความมีเหตุผล การสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว และทรงเตือนสติประชาชนคนไทยไม่ให้ประมาท ตระหนักถึงการพัฒนาตามลำดับขั้นตอนที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ ตลอดจนมีคุณธรรมเป็นกรอบในการดำรงชีวิตซึ่งทั้งหมดนี้เป็นที่รู้กันภายใต้ชื่อว่า เศรษฐกิจพอเพียง สศช. จึงได้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิจากสาขาต่าง ๆ มาร่วมกันกลั่นกรองพระราชดำรัสฯ สรุปเป็นนิยาม ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และได้อัญเชิญมาเป็นปรัชญานำทางในการจัดทำ แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 9 เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนทุกระดับมีความเข้าใจและนำไปประกอบการดำเนินชีวิตการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง มีเป้าหมายหลักเพื่อสร้างเครือข่ายเรียนรู้ ให้มีการนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้เป็นกรอบความคิด เป็นแนวทางในการปฏิบัติ ตลอดจนเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตของคนไทยในทุกภาคส่วนวัตถุประสงค์ของการขับเคลื่อนเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง เกี่ยวกับหลักเศรษฐกิจพอเพียงให้ประชาชนทึกคนสามารถนำหลักปรัชญาฯ ไปประยุกต์ให้ได้อย่างเหมาะสม และปลูกฝัง ปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในการดำรงชีวิตให้อยู่บนพื้นฐานของเศรษฐกิจพอเพียง ตลอดจนนำไปสู่การปรับแนวทางการพัฒนาให้อยู่บนพื้นฐานของเศรษฐกิจพอเพียง การขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง เป็นการเสริมพลังให้ประเทศไทยสามารถพัฒนาไปได้อย่างมั่นคง ภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์ โดยให้ความสำคัญกับการสร้างฐานรากทางเศรษฐกิจและสังคมให้เข้มแข็ง รักษาความสมดุลของทุนและทรัพยากรในมิติต่าง ๆ ตลอดจนสามารถปรับตัวพร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ได้อย่างเท่าทัน และนำไปสู่ความเอยู่เย็นเป็นสุขของประชาชนชาวไทยการขับเคลื่อนจะเป็นลักษณะเครือข่ายและระดมพลังจากทุกภาคส่วน แบ่งเป็น 2 เครือข่ายสนับสนุนตามกลุ่มเป้าหมายเบื้องต้น ได้แก่- เครือข่ายด้านประชาสังคมและชุมชน - เครือข่ายธุรกิจเอกชนนอกจากนี้แล้วยังมีเครือข่ายสนับสนุนตามภารกิจ ได้แก่ - เครือข่ายวิชาการ - เครือข่ายสร้างกระบวนการเรียนรู้ - เครือข่ายเผยแพร่ประชาสัมพันธ์
เป็นคำดั้งเดิมที่พระราชทาน โดย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ... อ.อดิสร์ เล่าต่อค่ะ ... มีหนังสือทางราชการที่มีความสำคัญ เพราะว่าเป็นจุดเริ่มของนิยามเศรษฐกิจพอเพียง ที่พวกเราใช้กันอย่างเป็นทางการ ลงวันที่เมื่อ 2542
แต่ที่จริงแล้ว ถ้าจะเล่าความเป็นมาก็คือว่า ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง พระองค์ท่านได้รับสั่งมานานแล้ว ถ้าจะย้อนวันที่กัน ก็จะย้อนไปถึง ราวๆ ปี 2517 ได้ บางคนก็จะพูดถึงว่า ในโอกาสที่พระองค์ท่านไปในงานพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ตั้งแต่ 2517 เป็นต้นมา พระองค์ท่านจะรับสั่ง หรือมีพระบรมราโชวาทเกี่ยวกับหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาโดยตลอดมาถึงช่วง 2539-2540 ที่ประเทศไทยมีวิกฤติเศรษฐกิจ พระองค์ท่านก็จะเน้นย้ำหลักเศรษฐกิจพอเพียงมากขึ้น และช่วงนั้นเองประมาณ ปี 40 พวกเราก็จะได้ยิน และรู้จักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงกันมากขึ้น พวกเราก็คงนึกออกนะครับ
พอช่วงประมาณปี 40 หลังจากที่พวกเราได้ยินพระองค์ท่านรับสั่งแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมากขึ้น หลายส่วนก็อยากจะนำไปใช้ ... แต่ว่า ณ วันนั้น หลักฐาน คำนิยมต่างๆ ที่ปรากฏเป็นลายลักษณ์อักษรนี้ ไม่ค่อยจะมี ทำให้ทางหน่วยงานหนึ่ง คือ ทางสภาพัฒฯ ที่อยากนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ เพราะว่าช่วงนั้นเป็นช่วงของการร่างแผนฯ 9 ทางสภาพัฒฯ เขาก็มีความคิดว่า อยากจะเขียนแผนฯ 9 ให้เป็นไปตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง แต่ไม่ทราบว่าจะเริ่มต้นอย่างไรดี เพราะไม่มีนิยามที่เป็นลายลักษณ์อักษร
... ก็เลยระดมผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนหนึ่ง รวมทั้งผู้ใหญ่ในสภาพัฒฯ ร่วมกันยกร่างนิยามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งไปสังเคราะห์มาจากพระบรมราโชวาท ตามโอกาสต่างๆ ร่างขึ้นมาเป็นข้อความ 1 ย่อหน้า และจดหมายกราบทูลไปยังสำนักราชเลขาฯ เพื่อขอพระบรมราชานุญาติให้พระองค์ท่านวินิจฉัยว่า ที่พวกเราพสกนิกรได้ให้ความหมายว่า เศรษฐกิจพอเพียง คืออะไร เราวิจัยกันถูกแล้วหรือยัง
พระราชเลขาฯ ก็เสนอกราบพระบังคมทูล พระองค์ท่านก็ได้พิจารณาข้อความดังกล่าว และทรงแก้ไขลงมาให้ ว่าที่นำเสนอมา ได้ปรับแก้ให้แล้วนะ และส่งกลับไปยังสภาพัฒฯ ว่า ให้เอาไปใช้ และเผยแพร่ต่อไปได้
จดหมายฉบับนี้จะเป็นจดหมายที่ทางสำนักพระราชเลขาฯ ทำตอบกลับมายังท่านประธานคณกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ... เป็นเรื่องของบทความชื่อ ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง คำว่า "ของ" ผมเองบางครั้งก็ใส่ บางครั้งก็ไม่ได้ใส่
ถ้อยคำในจดหมายก็จะมีรายละเอียด คือ ...
... ตามที่ท่านได้นำความพราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระราชทานพระบรมราชวินิจฉัย บทความเรื่อง “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติได้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิ ในทางเศรษฐกิจ และสาขาอื่นๆ มาร่วมกันประมวล และกลั่นกรองพระราชดำรัส เรื่อง เศรษฐกิจพอเพียง และขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตนำบทความดังกล่าวไปเผยแพร่ เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติของสำนักงานฯ และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนประชาชนโดยทั่วไป นั้น
หนังสือได้สรุปว่า ... ได้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาฝ่าละอองธุลีพระบาทแล้ว ทรงกระกรุณาปรับปรุงแก้ไขพระราชทาน และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานญาต ตามที่ขอพระมหากรุณา
จากจดหมายนี้ ก็เป็นครั้งแรกที่พวกเราได้มีนิยาม ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยมิต้องไปเดาสุ่มอะไร
สิ่งที่สำคัญตามมาคือ เอกสารแนบท้ายฉบับนี้ ก็คือ "บทความเศรษฐกิจพอเพียง" ซึ่งเราจะมาดูกันว่า แล้วเศรษฐกิจพอเพียง เกี่ยวข้องกับอะไรกันแน่
เวลาใช้งานกลุ่มผู้ใช้จะนำข้อความมาแยกเป็นส่วนๆ ก็จะนำมาสู่ประโยคที่มีลักษณะเป็นอย่างนี้ คือ
เริ่มต้น “เศรษฐกิจพอเพียง” เป็นปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัส ชี้แนะแนวทางการดำเนินชีวิตแก่พสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอด นานกว่า ๒๕ ปี ตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจ และเมื่อภายหลังได้ทรงเน้นย้ำแนวทางการแก้ไขเพื่อให้รอดพ้น และสามารถดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคง และยั่งยืน ภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์ และความเปลี่ยนแปลงต่างๆ
จุดที่ผมคิดว่าเป็นประโยชน์ 2 ข้อความ คือ
แนวทางการดำเนินชีวิตแก่พสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอด นานกว่า ๒๕ ปี ... ผมเน้น เพราะอยากให้พวกเราที่มีความประสงค์จะน้อมรับ หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และนำไปใช้นี้ แล้วจะได้นำหลักปรัชญานี้ไปใช้อย่างถูกจุด
ยกตัวอย่าง ผมสอนที่คณะฯ สอนทฤษฎีเศรษฐศาตร์เยอะ Demand Supply อุปสงค์ อุปทาน ส่งออกต่างๆ แล้วคณาจารย์ในคณะ มีความสนใจในหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
และเมื่อช่วงก่อนๆ ที่เราศึกษากัน ก็พยายามเอาหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปเทียบเคียงกับหลักเศรษฐกิจอื่นๆ ว่าสอดคล้องกัน หรือขัดแย้งกันอย่างไร ก็ทำกันอยู่พักหนึ่ง แต่ละคนก็ยังหาข้อยุติไม่ได้
ผมเองกับคณาจารย์กลุ่มหนึ่งที่ศึกษาเรื่องนี้อยู่ มาถึงข้อสรุปอย่างหนึ่ง คือ เราคิดว่า ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนี้ ไม่น่าจะเอาไปใช้กับทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ เพราะว่ามันเป็นคนละเรื่อง คนละอย่างกัน ถามว่า ทำไม … เพราะว่า ถ้าเราอ่านบรรทัดที่สอง จะเห็นว่า หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนี้ พระองค์ท่านไม่ได้พระราชทานเรามา เพื่อไปใช้แทนหลักการลงทุน หลักทฤษฎีการส่งออก แต่พระองค์ท่านพระราชทานมาเพื่อเป็นแนวทางการดำเนินชีวิต ... เพราะฉะนั้น ใครก็ได้สามารถเอาหลักการตรงนี้ไปใช้ได้โดยตรง ไม่จำเป็นต้องเทียบเคียงกับทฤษฎี หลักเศรษฐศาสตร์เสรีทุนนิยมอะไร คิดว่า จะไม่ตรงกัน
เพราะฉะนั้น หัวใจของเศรษฐกิจพอเพียง น่าจะอยู่ที่วิธีการคิดของคน อาจจะมองว่าเป็นเรื่อง ค่านิยมของคน วิธีการดำเนินชีวิตของคนไทย ว่าเดิมเคยเป็นอย่างไร พระองค์ท่านจึงอยากเสริมว่า จากเดิมที่เคยมีวิธีการดำเนินชีวิตแบบนี้ แบบนั้น ลองนำแนวทางของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ดู น่าจะทำให้สังคมไทย มั่นคง และยั่งยืนมากขึ้น นี่เป็นจุดที่หนึ่ง
... เพราะฉะนั้น ถ้าใครจะนำหลักการเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ในหน่วยงาน จุดที่ควรจะลง ถ้าถามผม ... ควรจะอยู่ที่การพัฒนาบุคคล การพัฒนาบุคลากร เป็นจุดที่เศรษฐกิจพอเพียงจะเข้าไป และไปทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ตรงจุดมากขึ้น ให้คนในองค์กร คนในหน่วยงาน มีความคิดอ่านอย่างเศรษฐกิจพอเพียง
อีกประโยคหนึ่งที่จะเป็นปรัชญา เอกลักษณ์ของเศรษฐกิจพอเพียง หรือเป็นจุดที่จะทำให้เศรษฐกิจพอเพียงมีความแตกต่าง ก็เรื่องของการให้ความสำคัญกับ ความมั่นคง และโดยเฉพาะ ภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์
ซึ่งกระแสโลกาภิวัตน์จะเกิดขึ้นบ่อยๆ ในตัวนิยามนี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่พระองค์ท่านเล็งเห็นแล้วว่า ในอนาคต สังคมไทยคงหลีกเลี่ยงกระแสโลกาภิวัตน์ไม่ได้
เศรษฐกิจพอเพียงส่วนหนึ่งก็คือ มีความประสงค์ที่อยากให้สังคมไทยอยู่ร่วมในกระแสโลกภิวัฒน์ได้ เพราะฉะนั้น ภายใต้ภูมิคุ้มกันก็ดี โลกาภิวัตน์มีผลกระทบจากภายนอกก็ดี นี้เป็นสิ่งที่พระองค์ท่านอยากเพิ่มเติมให้กับพวกเรา ให้พวกเราได้รู้จักการสร้างภูมิคุ้มกัน
ในอดีตเราอาจอยู่แบบไม่ต้องมีภูมิคุ้มกันมากนักได้ เพราะสังคมในอดีตอาจจะห่างๆ กัน แต่โลกทุกวันนี้มีความใกล้ชิดกันมากขึ้น การสร้างภูมิคุ้มกันจะเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
ในตัวนิยาม เศรษฐกิจพอเพียง พระองค์ท่านรับสั่งว่า เป็นปรัชญาชี้ถึงการดำรงอยู่ และปฏิบัติตนของประชาชนในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับครอบครัว ระดับชุมชน จนถึงระดับรัฐ ทั้งในการพัฒนาและบริหารประเทศ ให้ดำเนินไปในทางสายกลาง มีลักษณะของแนวพุทธสอดแทรกเข้ามา
โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อให้ก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัตน์ ... ประโยคนี้เอง บางทีจะช่วยตอบคำถามเราบางอย่าง
หลายท่านคงจะนึกออก ว่า เมื่อประมาณปีที่แล้ว จะมีชาวต่างชาติ ที่เขาได้ยินว่า ประเทศไทย หรือรัฐบาลชุดนี้ ได้น้อมนำ หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้
... ชาวต่างชาติเขาก็สงสัย ว่า เอ แล้วเราจะอยู่ร่วมในโลกโลกาภิวัตน์หรือเปล่า เราจะไม่พัฒนาประเทศแล้วหรือ ที่ว่าเราจะใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงนี้
ประโยคนี้ก็จะตอบคำถามนั้นได้ว่า ที่เข้าใจอย่างนั้น ไม่ใช่ จะตรงกันข้ามเสียด้วยซ้ำ ... เพราะว่าหลักเศรษฐกิจพอเพียง นี้จะบอกว่า เราต้องมีการพัฒนาเศรษฐกิจ เพื่อให้ก้าวทันต่อโลกยุคโลกภิวัฒน์
เพราะฉะนั้น ถ้าจะดูตามนิยามอันนี้ เราสามารถสรุปได้ว่า ถ้าหน่วยงานของเรามีการดำเนินงานที่ทำให้สภาวะสุขภาพของคนไทย ก้าวทันต่อโลกโลกาภิวัตน์ นั่นคือ เศรษฐกิจพอเพียง แต่ถ้าอะไรที่ทำแล้ว ไปสู่การถอยหลัง หรืออยู่กับที่ ก้าวไม่ทันคนอื่นเขา อันนั้นก็ไม่ใช่หลักเศรษฐกิจพอเพียง
... ก็เป็นการตอบคำถามที่ชาวต่างชาติสงสัย เพราะว่าเศรษฐกิจพอเพียง เป็นสิ่งที่ทำให้เราอยู่ในโลกโลกาภิวัฒน์ได้ทัดเทียมกับประเทศอื่นๆ
ถัดมาเป็นตัวนิยามความหมายความพอเพียงคืออะไร
ความพอเพียง หมายถึง ความพอ ประมาณ ความมีเหตุผล รวมถึงความจำเป็นที่จะต้องมีระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีพอสมควร สะท้อนถึงเรื่องโลกาภิวัฒน์ ต่อการมีผลกระทบใดๆ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายนอกและภายใน
ถัดมาเป็นเรื่องของเงื่อนไข มี 2 ส่วน ส่วนแรกก็คือทั้งนี้ จะต้องอาศัยความรอบรู้ ความรอบคอบ และความระมัดระวังอย่างยิ่ง ในการนำวิชาการต่างๆ มาใช้ในการวางแผนและการดำเนินการทุกขั้นตอน ... เพราะฉะนั้น ท่านทำงานในหน่วยงาน ท่านนึกภาพเอา
บางท่านอาจเรียน ป.ตรี ... บางท่านจบโทจากต่างประเทศ ... บางท่านไปมีความรู้มาจากที่ต่างๆ ... ถ้าท่านได้ความรู้ที่มีประโยชน์มาแล้ว ท่านได้สามารถนำมาใช้ในการวางแผนในการดำเนินงาน ท่านได้ทำตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง
แต่ถ้าท่านทำงานแบบเดิมๆ ไม่เคยนำความรู้ใหม่ๆ มาใช้ ไปเข้าใจว่าเศรษฐกิจพอเพียง คือ อยู่อย่างสมถะ อยู่อย่างง่ายๆ ไม่ปรับปรุงพัฒนาไป อันนั้นไม่น่าจะใช่หลักเศรษฐกิจพอเพียง ประโยคจึงถือว่า เป็นประโยชน์ต่อหน่วยงาน
ส่วนที่จะเป็นเงื่อนไขอันที่ 2 และขณะเดียวกันจะต้องเสริมสร้างพื้นฐานจิตใจของคนในชาติ นี้ก็เป็นเรื่องของหลักคุณธรรม โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐ นักทฤษฎี และนักธุรกิจในทุกระดับ ให้มีสำนึกคุณธรรมความซื่อสัตย์ สุจริต และให้มีความรอบรู้ที่เหมาะสมให้ดำเนินชีวิตด้วยความอดทน ความเพียร มีสติ ปัญญาและความรอบคอบ เพื่อให้สมดุลและพร้อมต่อการรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และกว้างขวาง ทั้งด้านวัตถุ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมจากโลกภายนอกได้เป็นอย่างดี
เป็นการเน้นให้พวกเราใช้ความรู้ให้เป็นประโยชน์
และท้ายที่สุดก็มาจบที่เราต้องมีระบบที่จะยอมรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
เพราะฉะนั้น พระองค์ท่านก็จะนึกถึงหลักของการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นเสมอกับสังคมไทย บางส่วนก็เป็นการเปลี่ยนแปลงที่มีสาเหตุมาจากภายใน บางส่วนก็มีสาเหตุมาจากภายนอก ก็แล้วแต่ เพราะฉะนั้นการสร้างเกราะคุ้มกันตัวเราในภารกิจต่างๆ ที่เราทำในหน้าที่การงานก็เป็นสิ่งที่พึงกระทำ
ทั้งหมดนี้ เป็นหัวใจของหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ที่จะเราจะได้นำไปใช้เป็นเหมือนปรัชญา หรือคู่มือ ในการดำเนินชีวิตก็ว่าได้
หลักที่ 1 คือ หลักของการเดินสายกลาง ไม่สุดโต่ง
หลักที่ 2 คือ หลักของการใช้เหตุผลในการตัดสินใจ แทนการใช้อารมณ์ในตัดสินใจอย่างปัจจุบันทันด่วน
หลักที่ 3 คือ หลักของการมีภูมิคุ้มกันจากการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ โดยเฉพาะจากปัจจัยที่มีการเปลี่ยนแปลง ที่อยู่นอกเหนืออิทธิพลของเรา กล่าวคือ อย่างเสี่ยงเกินไป อย่าเล็งผลเลิศเกินไป อย่าโลภเกินไป เพราะว่าถ้าทำอะไรไปโดยหวังว่าทุกอย่างมันจะดีหมด บางทีเหตุการณ์ข้างนอก ซึ่งอยู่เหนืออิทธิพลของเรา อาจจะทำให้ผิดพลาดได้ และผลกระทบที่เกิดกับเรา อาจจะทำให้ถึงกับล้มไปก็ได้ ฉะนั้นทำอะไรไปขอให้นึกถึงว่าเหตุการณ์บางอย่างอาจจะไม่ดี ถึงแม้มีเหตุการณ์ที่ไม่ดีเกิดขึ้น เราก็ยังพออยู่รอดได้
หลักการข้างต้นเป็น 3 หลักการ ที่ต้องใช้ควบคู่พร้อมๆ กันไปทั้ง 3 หลักส่วน 2 เงื่อนไข ได้แก่
เงื่อนไขที่ 1 คือ คุณธรรม ผู้ที่ปฏิบัติหรือผู้ที่ตัดสินใจนั้น ควรจะตัดสินใจด้วยคุณธรรม เช่น ความซื่อสัตย์ ความเพียร ความอดทน กล่าวคืออย่าไปนั่งงอมือ งอเท้า แล้วหวังว่าทุกอย่างมันจะเกิดขึ้นมาอย่างดี หลายๆ อย่างนั้น ไม่ใช่เกิดขึ้นมาจากการทำอะไรง่าย ๆ เป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความเพียร แต่มีความซื่อสัตย์ เรียกว่าไม่ทำอะไรแบบอยากได้ผลเร็ว ๆ เขาเรียกว่า ตัดมุม หรือ Cut corner ขอให้ทำอะไรด้วยความซื่อสัตย์ คนเขาเห็นความซื่อสัตย์ ตัวเองก็จะได้รับผลจากการที่มีคนเชื่อถือ
เงื่อนไขที่ 2 คือ ความรอบรู้ ความรอบคอบ และความระมัดระวัง ไม่ใช่เป็นความรู้จากตำราเฉย ๆ แต่เป็นความรู้ที่ได้มาจากการมีประสบการณ์ และอาศัยความรอบคอบ ระมัดระวัง พร้อม ๆ กันไปด้วย
สรุปเป็นคำจำกัดความสั้นๆ ได้ว่า
"เศรษฐกิจพอเพียง คือ การเดินทางสายกลาง อย่างพอประมาณ มีเหตุผล และมีภูมิคุ้มกันที่ดี โดยอาศัยความรู้คู่คุณธรรม"
แบบนี้เกิดขึ้นทุกวันและทุกปี เช่นเดียวกับวันนี้วันที่เรามีโอกาสตามทั้งคู่มาทำกิจกรรมหวานๆ โดยบุกมาถึง “ไพร์ม เนเจอร์ วิลล่า หัวหิน” อาณาจักรที่ฝ่ายชายกำลังปลุกปั้นให้เป็นศูนย์รวมความสุขและความอบอุ่นริมชายทะเลสวย
แรกพบทั้งคู่ก็ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมใครๆ ถึงชอบมาสวีทกันที่นี่ ทะเล หาดทราย สายลม โรแมนติกสุดๆ "พายุ" นักธุรกิจหนุ่มไฟแรงวัยย่าง 26 ปี ทายาทธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มูลค่าหมื่นล้าน ส่วน "เล็ก" วัยไล่เลี่ยกัน ทายาทธุรกิจหรูหราอย่าง "มารีน่ายอร์ช คลับ” อันโด่งดังในภูเก็ต การโคจรมาพบกันของคนสองคนเกิดจากเพื่อนของต่างฝ่ายต่างแนะนำ แต่ก่อนหน้านี้พวกเขาเคยรู้จักชื่อเสียงเรียงนามกันมาบ้างแล้ว พอมามีโอกาสได้ใกล้ชิดสานสัมพันธ์ ก็ทำให้ต้นรักเริ่มหยั่งราก และค่อยๆ เจริญเติบโตเป็นลำดับ
“เจอกันครั้งแรกก็ที่หัวหินนี่แหละ เป็นปาร์ตี้กลุ่มเพื่อนสนิท ก็ไม่ปิ๊งทันทีนะ“ พายุเล่าเท้าความพร้อมเหลือบไปสบตาเล็ก ขณะที่ฝ่ายหญิงเสริมว่าประทับใจฝ่ายชายจากการเป็นคนเสมอต้นเสมอปลาย และปากตรงกับใจ
“ผู้ชายคนนี้บุคลิกน่าสนใจนะ แปลกดี ดูเจ้าชู้หน่อยๆ พอได้พูดคุยแล้วเขาเป็นคนฉลาดทีเดียว หลายๆ อย่างคุยแล้วคลิกถูกคอ อาจเพราะความคิดคล้ายๆ กัน คือความมีเหตุมีผล คบกันระยะหนึ่งถึงสนิทใจและใช้คำว่าแฟน” เล็กบอกพร้อมยิ้มมุมปาก
วันสบายๆ วันนี้ทั้งคู่นึกสนุกอยากเข้าครัวทำอาหารง่ายๆ กินกันเอง และสถานที่ก็ไม่ใช่อื่นไกลที่ไหน ในร้านอาหารนั่งชิล ชิล ชื่อ “พายุ Bistro” ริมหาดหัวหินของฝ่ายชายนั่นเอง เลือกรายการอาหารแนะนำของร้านซะด้วย อย่าง “สไปซี่ แปซิฟิก ทาทา” ที่สำคัญฝ่ายชายคิดสูตรขึ้นเอง อาศัยความชอบเรื่องทำอาหารเป็นทุนเดิมตั้งแต่เมื่อครั้งยังไปเรียนต่างประเทศ ส่วนฝีมือไม่ต้องห่วงทำขายได้สบายๆ...มั้ยล่ะมั่นใจสุดๆ
เอาล่ะเตรียมส่วนประกอบสำคัญ มี แซลมอน ทูน่า อะโวคาโด้ พริกขี้หนู มายองเนส และวาซาบิ เห็นเครื่องปรุงแล้วก็พอเดาออกว่าจานนี้ต้องรสชาติเข้มจัดจ้านแน่ๆ เลย ว่าแล้วพายุก็สวมบทพ่อครัวจับมีดหั่นแซลมอน และทูน่าเป็นชิ้นเล็กๆ ส่วนเล็กก็จัดแจงปอกอะโวคาโด้ แล้วหั่นอย่างทะมัดทะแมงเพื่อทำทาทาซอส ถ้าเป็นอาหารไทยที่ฝ่ายหญิงถนัดคงทำหน้าที่แม่ครัวใหญ่แต่อาหารฝรั่งอย่างนี้ขอเป็นลูกมือดีกว่า ว่าพลางแอบค้อนเล็กน้อย
เห็นคู่รักทำอาหารกะหนุงกะหนิงแล้วตาชักร้อน จังหวะนี้เลยขอแทรกเฟรมถามเกี่ยวกับความประทับใจของฝ่ายชายที่มีต่อหญิงสาว นอกเหนือจากการทำอาหารกินกันบ่อยๆ พายุสบตาแฟนสาวก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า “ด้วยภาพลักษณ์ของผมในวงสังคมเป็นหนุ่มเพลย์บอย แต่นั่นเล็กลืมเลยก่อนจะคบเป็นแฟน ตอนนี้มีเล็กคนเดียว ไม่ได้เป็นแบบนั้นอีกแล้ว ซึ่งเล็กก็ให้ความไว้เนื้อเชื่อใจ”
สาวเจ้าที่กำลังคลุกเคล้าทาทาซอสอยู่เคียงข้างเผยบ้าง “ถ้าเทียบเป็นเส้นกราฟ ใหม่ๆ ก็อาจจะหยึกหยักๆ ต่างฝ่ายต่างกำลังศึกษาใจคอกัน พอถึงจุดหนึ่งค่อยๆ ขึ้น เราได้เห็นความจริงใจของเขา ก็ให้โอกาสซึ่งกันและกันได้ปรับตัวเข้าหากัน” เล็กบอก
เล็กยอมรับว่า แม้ตัวตนของพายุจะดูเอาจริงเอาจังกับงาน แต่ลึกๆ ก็แอบมีโรแมนติกให้เห็นไม่น้อย ว่าแล้วก็สบตาพายุเหมือนจะถามว่า “จริงปะ” แต่ด้วยความเขินที่ไม่เคยพูดเรื่องนี้ต่อหน้าใคร ฝ่ายชายจึงเอ่ยตอบกล้อมแกล้มว่าก็ไม่ขนาดนั้นหรอก
“พายุเป็นคนไม่ค่อยพูดแต่จะกระทำมากกว่า อย่างเล็กเป็นคนเดินทางบ่อย พายุก็จะรู้ว่าต้องนั่งเครื่องนั่งรถนานๆ อาจจะเบื่อก็จะซื้อไอพอดไว้ให้ แล้วเล็กเป็นคนไม่ค่อยรู้เรื่องเทคโนโลยี เขาก็จะโหลดเพลงที่เราชอบ 700 กว่าเพลงไว้ให้ ไปต่างประเทศนานๆ ไม่ได้คุยกัน เวลาเปิดไอพอดฟังก็เหมือนเป็นตัวแทนของเขา มีรูปเขารูปของเล็กในไอพอดด้วย ก็รู้สึกดี” เล็กยืนยันอีกครั้ง
คนสองคนคบหาดูใจกันฉันแฟนแบบเปิดใจ การใช้ชีวิตแบบคู่รักก็มีอุปสรรคบ้าง โดยเฉพาะเรื่อง “เวลา” ที่ทั้งคู่ต่างเป็นคนทำงาน ทำให้เวลาที่จะพบเจอกันบ่อยๆ นั้นไม่ง่ายนัก จึงมีบ้างที่บางครั้งอาจเกิดอาการงอนกัน แต่ทุกอย่างจบลงด้วยคำเพียงคำเดียวที่ว่า “เข้าใจ”
“ไม่ใช้คำว่า “รัก” พร่ำเพรื่อ แต่เราเดินไปพร้อมๆ กัน และไม่เรียกร้องซึ่งกันและกันจนเกินเหตุ แค่ใส่ใจทุกรายละเอียดเกี่ยวกับตัวเขา แม้จะเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ” พายุบอก
อย่างนี้นี่เองชีวิตรักแบบคู่รักจึงเดินทางและฟันฝ่าหลายสิ่งหลายอย่างจนเข้มแข็งและเติบโตงอกงามขึ้นทุกวัน วันวาเลนไทน์ที่ใครๆ โดยเฉพาะคู่รักส่วนใหญ่ต่างให้ความสำคัญ สำหรับเขาและเธอจึงเป็นเพียงวันธรรมดาวันหนึ่งที่ไม่ได้พิเศษกว่าวันอื่นๆ
“เล็กเป็นผู้หญิงก็ให้ความสำคัญบ้าง เป็นวันที่น่ารัก ก็มีอะไรให้เขานิดหน่อย แต่ไม่ถึงกับวางโปรแกรมหวานแหววมากมาย จะให้ความสำคัญในเรื่องการห่วงใยในทุกวันมากกว่า ไม่เฉพาะวันวาเลนไทน์” จังหวะเดียวกับที่พายุยิ้มให้เล็กแล้วพยักหน้าเห็นด้วยทุกถ้อยคำ
ถ้าจะให้นิยามความรักของเล็กกับพายุคงพอจะเทียบได้กับเมนูเด็ดจานนี้ที่มีทั้งความนุ่มของเนื้อปลา ความมันของอะโวคาโด้และคาเวียร์ และที่ขาดไม่ได้คือความเผ็ดจี๊ดของวาซาบิ ผสมผสานคลุกเคล้ากันจนลงตัวในแบบของพวกเขา
หลังจากหม่ำฝีมือตัวเองจนหนำใจแล้ว เล็กออกไอเดียน่าจะออกไปปั่นจักรยานเล่นชิลๆ นะ แต่จุดประสงค์ลึกๆ ที่แอบอุบอิบไม่บอกแฟนหนุ่มก็คือ โรแมนติกและยังเป็นการลดความอ้วนไปในตัวด้วยนะ เนียนได้อีก...(ฮ่า ฮ่า ฮ่า)
ชั่วโมงนี้ เรื่องการวางแผนที่จะครองรักกันในอนาคต ทั้งคู่บอกปล่อยให้เป็นเรื่องของ “อนาคต” อย่าไปวางเป้ามากเพราะจะเกิดความ “คาดหวัง” สูง ขอวันนี้คนสองคนยัง “รัก” และ “เข้าใจ” แล้วทุกอย่างจะดำเนินไปตามที่ควรจะเป็น...แค่นี้ก็ “เพียงพอ”
ของแม่เสียงที่เคย เอ่ยฟัง ยังคงอยู่เฝ้าอุ้มชู เลี้ยงดู มิรู้หน่ายคอยฟูมฟัก ด้วยรัก ลูกมากมาย มิท้อใจ ขอให้ ลูกได้ดีความฉลาด แม่อาจ วาดไม่ได้ลูกต้องใช้ หัวใจ ไล้แต้มสีประสบการณ์ ก้าวผ่าน เนิ่นนานมีกลวิธี แห่งชีวี ที่มีมาแม่อยากให้ ใจลูก คิดถูกต้องจงไตร่ตรอง พิศมอง ผองปัญหาทางสายกลาง ทิศทาง สร้างปัญญารักศรัทธา ค่าความดี ที่เจ้าทำเมื่อลูกเห็น ใครลำเค็ญ อย่าเข่นข้องเข้าทำนอง กองไม้ล้ม ก้มเหยียบย่ำเฝ้าคิดร้าย ต่อใคร ไม่ควรทำลูกจงจำ ถ้อยคำ แม่ย้ำเตือนจงก้าวเดิน เผชิญจิต ลองผิดถูกเมื่อคิดผูก ต้องลุก กระตุกเงื่อนด้วยตัวเรา เท่านั้น อย่าฟั่นเฟือนคิดเลอะเลือน เงื่อนตาย ได้อายตัวจงเรียนรู้ สู่ทาง อย่างอดกลั้นมิหวาดหวั่น พลันตก อกสลัว ใช้สมอง ตรองพิศ อย่าคิดกลัวดีหรือชั่ว ตัวเรา ย่อมเข้าใจลูกมีสิทธิ์ คิดฝัน ทุกวันวี่แต้มชีวี สีสัน อันสดใสแม้นไม่อาจ วาดฝัน ได้ทันใดสู้ต่อไป อย่าสิ้นไร้ ในใจตน ยามใดสุข เผื่อทุกข์ เข้าปลุกปลอบนี่คือกรอบ ครอบใจ ได้ทุกหนทางชีวิต ลิขิตวาง อย่างแยบยลบรรลุผล หลุดพ้น วังวนกรรมแม่อยากให้ ยิ้มไว้ ทั่วใบหน้า ใครว่าบ้า อย่าสน คนพูดพร่ำ ยิ้มเพื่อได้ ล้างใจ ใคร่ควรทำ ยิ้มประจำ นำชีวิต จิตเบิกบานมีสิ่งหนึ่ง พึงจำ ในคำแม่ความจริงแท้ แน่วแน่ ไม่แปรผันพูดโกหก เหมือนตก นรกพลันทุกข์อนันต์ มหันต์ภัย ดั่งไฟฟอนกำลังใจ แม่ให้ ไม่มีหมดมิเลี้ยวลด จำจด ทุกบทสอนพระคุณแม่ แท้จริง ยิ่งสาครประนมกร อ่อนแนบ แทบเท้าเอย
A Friend... is a shoulder when you feel like dying เพื่อน คือ หัวไหล่....ให้เราซบ เมื่อเรารู้สึกย่ำแย่
A Friend... always listens when you have something to say เพื่อน รับฟังทุกอย่าง...เวลาเรามีเรื่องจะพูด
A Friend... is a week when you need a day เพื่อน คือ สัปดาห์...เมื่อคุณต้องการวัน
A Friend... is a crutch when you have a brokenheart เพื่อน คือ ไม้ดามหัวใจ...ยามเราอกหัก
A Friend... is some glue when everything falls apart เพื่อน คือ กาว...เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างดูจะแตกสลาย
A Friend... is a sun when the rain just won't stop เพื่อน คือ แสงอาทิตย์...เมื่อฝนไม่หยุดตก
A Friend... is your mom when you run into a cop เพื่อน คือ คล้ายๆกับแม่นะ...หากเราต้องขึ้นโรงพัก
A Friend... is a phone call when you can't leave your home เพื่อน คือ โทรศัพท์ เมื่อคุณไม่สามรารถออกจากบ้านได้
A Friend... is a hand when you feel all alone เพื่อน คือ มือ...เมื่อเรารู้สึกเปล่าเปลี่ยว..(ขอจับมือหน่อยนะ)
A Friend... is a wing if you want to fly เพื่อน คือ ปีก....หากคุณอยากจะบิน
A Friend... understands without knowing why เพื่อน...จะเข้าใจเราทุกอย่าง โดยปราศจากคำถามว่า ทำไม
A Friend... is an ear for a secret to tell เพื่อน คือ หู...เพื่อเอาไว้ฟังทุกเรื่อง..(โดยเฉพาะเรื่องลับๆ)
A Friend... is an aspirin when your head hurts like hell เพื่อน คือ แอสไพลิน....เมื่อเราปวดหัว
A Friend... is a love that can never let go เพื่อน คือ ความรัก...ที่คุณไม่ต้องค้นหา
A Friend... is you, and i wanted you to know!! เพื่อน คือ คุณ.....ฉันอยากให้คุณรู้i hope ....
A FRIENDSHIP between you & me is forever more... ฉันหวังว่า...... มิตรภาพระหว่างเราจะเป็นแบบนี้ตลอดไป
ก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gas) เป็นก๊าซที่มีคุณสมบัติในการดูดซับคลื่นรังสีความร้อน หรือรังสีอินฟาเรดได้ดี ก๊าซเหล่านี้มีความจำเป็นต่อการรักษาอุณหภูมิในบรรยากาศของโลกให้คงที่ ซึ่งหากบรรยากาศโลกไม่มีก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศ ดังเช่นดาวเคราะห์ดวงอื่นๆ ในระบบสุริยะแล้ว จะทำให้อุณหภูมิในตอนกลางวันนั้นร้อนจัด และในตอนกลางคืนนั้นหนาวจัด เนื่องจากก๊าซเหล่านี้ดูดคลื่นรังสีความร้อนไว้ในเวลากลางวัน แล้วค่อยๆ แผ่รังสีความร้อนออกมาในเวลากลางคืน ทำให้อุณหภูมิในบรรยากาศโลกไม่เปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน
มีก๊าซจำนวนมากที่มีคุณสมบัติในการดูดซับคลื่นรังสีความร้อน และถูกจัดอยู่ในกลุ่มก๊าซเรือนกระจก ซึ่งมีทั้งก๊าซที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติและเกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ ก๊าซเรือนกระจกที่สำคัญคือ ไอน้ำ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โอโซน มีเทนและไนตรัสออกไซด์ สารซีเอฟซี เป็นต้น แต่ ก๊าซเรือนกระจกที่ถูกควบคุมโดยพิธีสารเกียวโต มีเพียง 6 ชนิด โดยจะต้องเป็นก๊าซที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ (anthropogenic greenhouse gas emission) เท่านั้น ได้แก่ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ก๊าซมีเทน (CH4) ก๊าซไนตรัสออกไซด์ (N20) ก๊าซไฮโดรฟลูออโรคาร์บอน (HFC) ก๊าซเพอร์ฟลูออโรคาร์บอน (PFC) และก๊าซซัลเฟอร์เฮกซะฟลูออไรด์ (SF6) ทั้งนี้ ยังมีก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ที่สำคัญอีกชนิดหนึ่ง คือ สารซีเอฟซี (CFC หรือ Chlorofluorocarbon) ซึ่งใช้เป็นสารทำความเย็นและใช้ในการผลิตโฟม แต่ไม่ถูกกำหนดในพิธีสารเกียวโต เนื่องจากเป็นสารที่ถูกจำกัดการใช้ในพิธีสารมอนทรีออลแล้ว แหล่งกำเนิดของก๊าซเรือนกระจก + การย่อยสลายของซากพืชซากสัตว์ + จากโรงงานอุตสาหกรรม + เครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น ใช้เป็นสารหล่อเย็นในตู้เย็น เครื่องปรับอากาศ + ของใช้ประจำวัน เช่น ใช้เป็นสารขับดันในเครื่องกระป๋องที่เป็นสเปรย์ + จากกทำนาข้าว หรือพืชที่ขังน้ำ และปศุสัตว์ + การเผาไหม้ของซากพืชหรือสัตว์ + การใช้งานโดยมีการเผาไหม้ของถ่านหิน น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ + การเผาไหม้ในหลายรูปแบบ เช่น การใช้น้ำมันเชื้อเพลิงในโรงงานอุตสาหกรรม ในรถยนต์ + การเผาป่า เพื่อใช้พื้นที่อยู่อาศัย หรือทำการเกษตร หรือเผาหญ้าเผาฟางหลังการเก็บเกี่ยว + การทำปศุสัตว์ การเลี้ยงสัตว์ การทำฟาร์ม
วันอังคารที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2552
ตอบ 1. รับข้อมูล( Input Device ) เช่น เม้าส์ คีย์บอร์ด ฯลฯ
2. เก็บข้อมูล(Storage Device ) เช่น ฮาร์ดดิสก์ ซีดีรอม ฯลฯ
3. ประมวลผล( Processing Device ) เช่น ADM, Cyrix
4. แสดงผลลัพธ์(Output Device) เช่น แสดงบนจอภาพ
2. CPU (central processing) มีความสำคัญอย่างไร
ตอบ เป็นศูนย์กลางการทำงานของ CP ตัว CPU ถือว่าเป็น microprocessor ที่มีความสามารถใน การจัดการคำสั่งและการประมวลผลที่มีความซับซ้อนเป็นอย่างมาก
3. เมื่อเรียกใช้งานโปรแกรมระบบปฎิบัติการจะเรียกข้อมูลจากไหน
ตอบ เมื่อเรียกใช้งานโปรแกรมระบบปฎิบัติการจะเรียกข้อมูลจากฮาร์ดดิสก์มาเตรียมที่ RAM
4. จงยกตัวอย่างอุปกรณืของการรับข้อมูลเข้า( Input Device)มา 3 อย่าง
ตอบ 1. จอยสติ๊ก
2. โมเด็ม
3. คีย์บอร์ด


