วันพฤหัสบดีที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2552

*-*-*-/*****เทพวีนัส*-*-******--*-*

... เทวีองค์สำคัญที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์มากที่สุดได้แก่เทวีอโฟรไดที่ (Aphrodite)หรือ วีนัส (Venus)ซึ่งเป็นเจ้าแม่ครองความรักและความงามสามารถ สะกดเทพและมนุษย์ทั้งปวงให้ลุ่มหลงทั้งอาจจะลบสติปัญญาของผู้ฉลาดให้ตกอยู่ในความโฉดเขลาไปได้ และเจ้าแม่จะคอยหัวเราะเยาะบรรดาผู้ที่ตก อยู่ในอำนาจแห่งความเย้ายวนของเจ้าแม่ร่ำไป
หากจะสืบสาวต้นกำเนิดของอโฟร์ไดที่อาจต้องสืบสาวไปไกลกว่าตำนานของกรีกเสียอีก เนื่องจากเจ้าแม่มีต้นกำเนิดมาจากดินแดนซีกโลกตะวันออก ว่ากันว่าเจ้าแม่เป็นเทวีองค์แรกเริ่มของชน ชาติฟีนีเซีย ที่มาตั้งอาณานิคม มากมาย ในดินแดนตะวันออกแถบตะวันออกกลาง ทราบกันมาว่าเจ้าแม่ เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับเทวีของชาวอัสสิเรีย กับบาบิโลเนีย ที่มีนามว่า อีชตาร์ และก็ยังเป็น อันหนึ่งอันเดียวกับเทวีของชาวไซโรฟีนิเซี่ยน ผู้มีนามว่า แอสตาร์เต (Astarte)จึงนับได้ว่าเป็น เทวีที่มีความสำคัญมากมาแต่ดึกดำบรรพ์
ตามมหากาพย์อิเลียดของโฮเมอร์เทวีอโฟรไดที่เป็นเทพธิดาของซูส เกิดกับนางอัปสรไดโอนี (Dione)แต่บทกวีนิพนธ์ชั้นหลัง ๆ กล่าวว่า เจ้าแม่ ผุดขึ้นจากฟอง ทะเล เนื่องจากคำว่า Aphros อันเป็นที่มาของชื่อเจ้าแม่ใน �� าษากรีกแปลว่า " ฟอง " แหล่งกำเนิดของเจ้าแม่อยู่ในทะเลแถว ๆ เกาะ ไซเธอรา ( Cythera ) จากนั้น เจ้าแม่ถูก คลื่นซัดไปจนถึงเกาะ ไซพรัส ( Cyprus ) อาศัยเหตุนี้ เกาะทั้งสองจึงกลายเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เกี่ยวกับเจ้าแม่ และบางทีเจ้าแม่ก็มีชื่อเรียกตามชื่อเกาะทั้งสอง นี้ว่า ไซเธอเรีย (Cytherea) และ ไซเพรียน (Cyprian)
ตามเรื่องที่เล่ากันแพร่หลายกล่าวว่า เมื่อเทวีอโฟรไดทีถูกคลื่นซัดไปติด ณ เกาะไซพรัสนั้นฤดูเทวีผู้รักษาทวารแห่งเขาโอลิมปัสลงมารับพาเจ้าแม่ขึ้นไปยัง เทพส�� า เทพทุกคนในที่นั้นต่างตะลึงใน ความงามของเจ้าแม่ และต่างองค์ต่างก็อยากได้เจ้าแม่เป็นคู่ครอง แม้แต่ซูสเองก็อยากจะได้ แต่เจ้าแม่ไม่ยินดีด้วย ไท้เธอจึงโปรดประทานเจ้าแม่ให้แก่ ฮีฟีสทัส (Hephaestus)เทพรูปทรามผู้มีบาทอัน แปเป๋เป็นบำเหน็จรางวัลทดแทนความชอบ ในการที่ฮีฟีสทัส ประกอบอสนียบาตถวายและเป็นการลงโทษ เจ้าแม่ในเหตุที่ไม่ไยดีซูสไปในตัวด้วย
แต่เทพองค์แรกที่เจ้าแม่พิศวาสและร่วมอ�� ิรมย์ด้วยคือ เอรีส (Ares)หรือ มาร์ส (Mars)ซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งการสงคราม เทพบุตรของซูสเทพบดี เกิดกับ เจ้าแม่ ฮีรา ได้เป็นชู้สู่หากับเทวีอโฟรไดที่จนให้ประสูติบุตรสอง ธิดาหนึ่งรวมเป็นสาม มีนามตามลำดับว่า อีรอส (Eros)หรือ คิวพิด (Cupid)แอนติรอส (Anteros)เฮอร์ไมโอนี (Hermione)หรือ ฮาร์โมเนีย (Harmonia)นางเฮอร์ไมโอนีนั้นได้วิวาห์กับ แคดมัส (Cadmus)ผู้สร้างเมืองธีบส์ซึ่งเป็นพี่ ของนาง ยุโรปา ผู้ถูกซูสลักพาไปเป็นคู่ร่วมอ�� ิรมย์ ดังเล่ามาแล้วแต่ต้น
ว่ากันว่าแรกเริ่มเดิมทีก่อนที่จะกลายเป็นเทวีแห่งความงามและความรักนั้นอโฟร์ไดที่เป็นเทวีแห่งความสมบูรณ์ มาก่อน เมืองที่นับถือเจ้าแม่มากที่สุดได้แก่ เมืองปาฟอสในไซปรัสและเมืองไซธีราในเกาะครีต นอกจากนั้นวิหารที่เล่าลือ ว่าโอ่อ่าที่สุดของซีกโลกทางด้านตะวันออกได้แก่ วิหารที่เมืองคนิดุส ในรัฐแคเรีย ( Caria )เมื่อเดินทางมาถึงกรีกก็มีผู้ศรัทธาเชื่อถือสร้างวิหารใหญ่ให้หลายแห่งรวมทั้งกรุงเอเธนส์ซึ่งมีเทวีเอเธน่าเป็นเทพอุปถัม�� ์อยู่บนเนินอโครโปลิส
อนึ่งชาวยุโรปทั่วไปเขาเชื่อกันมาเป็นเวลานานหลายศตวรรษด้วยว่า ในคราวที่บ้านหนึ่งบ้านใดกำลังจะมีเด็ก เจ้าแม่อโฟรไดที่จะให้นกกระสามาบินวนเวียน เหนือบ้านนั้น คตินี้กินความไปถึงว่า ถ้านกกระสาบินวนเหนือบ้านที่กำลังจะมีเด็กเกิด เด็กนั้นจะคลอดออกจากครร�� ์โดยง่ายและอยู่รอดด้วย แต่คตินี้ในที่สุดก็ เป็นเพียงข้อ อ้างที่พ่อแม่จะใช้ตอบลูกตอนโต ๆ เมื่อถูกถามว่าน้องเล็กเกิดมาแต่ไหน หรือตัวเกิดจากอะไรเท่านั้น
เทวีอโฟร์ไดที่มีต้นเมอร์เทิลเป็นพฤกษาประจำองค์ สัตว์เลี้ยงของเจ้าแม่เป็นนก บ้างว่าเป็นนกเขา นกกระจอกบ้าง หงส์บ้าง ตามแต่กวีคนไหนจะชอบใจยกให้เป็น สัญลักษณ์ของเทวีแห่งความงามและความรัก

กุหลาบสื่อความหมาย**-*-****-*

ในวันวาเลนไทน์ ซึ่งเป็นวันแห่งความรัก ดอกกุหลาบถือเป็นสัญลักษณ์ และของกำนัลของวันนี้ ดังนั้นเวลาที่คิดจะให้ดอกกุหลาบแก่ใครสักคน เราก็น่าจะรู้ความหมายของสีอันเป็นสื่อความหมายของดอกกุหลาบไว้บ้างก็น่าจะดี ซึ่งก็จะมีความดังนี้
สีแดง สื่อความหมายถึง ความรักและความปราถนา เป็นดอกไม้ของกามเทพ คิวปิด และอีรอส เป็นสิ่งนำโชคนำความรักมาให้แก่หญิงหรือชายที่ได้รับ
สีชมพู สื่อความหมายถึง ความรักที่มีความสุขอย่างสมบูรณ์
สีขาว สื่อความหมายถึง ความมีเสน่ห์ ความบริสุทธิ์ มิตรภาพ และความสงบเงียบ และนำโชคมาให้แก่หญิงหรือชายเช่นเดียวกับกุหลาบแดง
สีเหลือง สื่อความหมายถึง เราเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันเสมอนะ
สีขาวและแดง สื่อความหมายถึง ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
กุหลาบตูม สื่อความหมายถึง ความงามและความเยาว์วัย
ช่อกุหลาบสื่อความหมาย

จำนวนดอกกุหลาบในช่อก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สื่อความหมายได้เช่นกัน และในวันวาเลนไทน์หรือวันไหนๆ ถ้าคุณได้ช่อดอกกุหลาบจากใครสักคน เค้าคนนั้นอาจกำลังต้องการสื่อความหมายอะไรบางอย่างให้คุณรู้ก็เป็นได้
จำนวนดอกกุหลาบ1237910111213152021364099100101108 999
ความหมายรักแรกพบแสดงความรู้สึกที่ดีให้กันฉันรักเธอคุณทำให้ฉันหลงเสน่ห์เราสองคนจะรักกันตลอดไปคุณเป็นคนที่ดีเลิศคุณเป็นสมบัติชิ้นที่มีค่าชิ้นเดียวของฉันขอให้เธอเป็นคู่ของฉันเพียงคนเดียวเพื่อนแท้เสมอฉันรู้สึกเสียใจจริงๆฉันมีความจริงใจต่อเธอชีวิตินี้ฉันมอบเพื่อเธอฉันยังจำความหลังอันแสนหวานความรักของฉันเป็นรักแท้ฉันรักเธอจนวันตายฉันอุทิศชีวิตนี้เพื่อเธอฉันมีคุณเพียงคนเดียวเท่านั้นคุณจะแต่งงานกับฉันไหมฉันจะรักคุณจนวินาทีสุดท้าย

*-*-*-*-*-*-ตำนานดอกกุหลาบ-*-*-*-*-

กุหลาบเป็นดอกไม้ที่นิยมปลูกไว้ชื่นชมมาแต่โบราณ ประมาณกันว่ากุหลาบเกิดขึ้นเมื่อกว่า 70 ล้านปีมาแล้ว เคยมีการค้นพบฟอสซิลของกุหลาบใน รัฐโคโลราโด และ รัฐโอเรกอน ประเทศสหรัฐอเมริกา และได้พิสูจน์ว่ากุหลาบป่าเป็นพืชที่มีอายุถึง 40 ล้านปี แต่กุหลาบป่าสมัยโลกล้านปีนี้ มีรูปร่างหน้าตาไม่เหมือนกุหลาบสมัยนี้ เนื่องจากมนุษย์ได้นำเอากุหลาบป่ามาปลูกและผสมพันธุ์ ขยายพันธุ์เป็นพันธุ์ต่างๆ มากมาย ความจริงแล้วกำเนิดของกุหลาบหรือกุหลาบป่านี้มีเฉพาะในแถบบริเวณเหนือเส้นศูนย์สูตรของโลกเท่านั้น คือกำเนิดในภาคกลางของทวีปเอเชีย แล้วแพร่ขยายพันธุ์ไปตลอดซีกโลกเหนือ ไม่ว่าจะเป็นแถบที่มีอากาศหนาวจัดอย่าง อาร์กติก อลาสก้า ไซบีเรีย หรือแถบอากาศร้อนอย่าง อินเดีย แอฟริกาเหนือ แต่ในบริเวณแถบใต้เส้นศูนย์สูตรอย่างทวีปออสเตรเลีย หรือเกาะต่างๆ ในมหาสมุทรรวมทั้งแอฟริกาใต้ ไม่เคยมีปรากฏว่ามีกุหลาบป่าเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติเลย ตามประวัติศาสตร์เล่าว่า กุหลาบป่าถูกนำมาปลูกไว้ในพระราชวังของจักรพรรด์จีน ในสมัยราชวงศ์ฮั่นราว 5,000 ปีมาแล้ว ขณะที่อียิปต์เองก็ปลูกกุหลาบเป็นไม้ดอก ส่งไปขายให้แก่ชาวโรมัน ชาวโรมันเป็นชาติที่รักดอกกุหลาบมากถึงจะสั่งซื้อจากประเทศอียิปต์แล้ว ยังลงทุนสร้างเนอร์สเซอรี่ขนาดใหญ่สำหรับปลูกดอกกุหลาบอีกด้วย สำหรับชาวโรมันแล้วเรียกได้ว่าดอกกุหลาบมีความสำคัญกับชีวิตประจำวัน เพราะชาวโรมันถือว่าดอกกุหลาบเป็นสัญลักษณ์ของความรัก ซึ่งเป็นทั้งของขวัญ เป็นดอกไม้สำหรับทำเป็นมาลัยต้อนรับแขก เป็นดอกไม้สำหรับงานเฉลิมฉลองต่างๆ ใช้เป็นส่วนประกอบสำหรับทำขนม ทำไวน์ ส่วนน้ำมันกุหลาบยังใช้ทำเป็นยาได้อีกด้วย กุหลาบถือเป็นสัญลักษณ์แห่งความรักและความโรแมนติก ซึ่งมีบางตำนานเล่าว่า ดอกกุหลาบเป็นเสมือนเครื่องหมายแทนการกำเนิดของ เทพธิดาวีนัส ซึ่งเป็นเทพแห่งความงาม และความรัก วีนัสเป็นที่รู้จักกันในชื่อ อโฟรไดท์ ในตำนานเทพของกรีกได้กล่าวไว้ว่า น้ำตาของเธอหยดลงปะปนกับเลือดของ อคอนิส คนรักของเธอที่ถูกหมูป่าฆ่า เลือดและน้ำตาหยดลงสู่พื้นแล้วกลายเป็นดอกไม้สีแดงเข้มหรือดอกกุหลาบนั่นเอง แต่บางตำนานก็เล่าว่าดอกกุหลาบเกิดจากเลือดของ อโฟรไดท์ เองที่หยดลงสู่พื้น เมื่อเธอแทงตัวเองด้วยหนามแหลม บางตำนานกล่าวว่ากุหลาบเกิดจากการชุมนุมของบรรดาทวยเทพ เพื่อประทานชีวิตใหม่ให้กับนางกินรีนางหนึ่ง ซึ่งเทพธิดาแห่งบุปผาชาติ หรือ คลอริส บังเอิญไปพบนางนอนสิ้นชีพอยู่ ในตำนานนี้กล่าวว่า อโฟรไดท์ เป็นเทพผู้ประทานความงามให้ มีเทพอีกสามองค์ประทานความสดใส เสน่ห์ และความน่าอภิรมย์ และมี เซไฟรัส ซึ่งเป็นลมตะวันตกได้ช่วยพัดกลุ่มเมฆ เพื่อเปิดฟ้าให้กับแสงของเทพ อพอลโล หรือแสงอาทิตย์ส่องลงมาเพื่อประทานพรอมตะ จากนั้น ไดโอนีเซียส เทพเจ้าแห่งเหล้าองุ่นก็ประทานน้ำอมฤต และกลิ่นหอม เมื่อสร้างบุปผาชาติดอกใหม่นี้ขึ้นมาได้แล้ว เทพทั้งหลายก็เรียกดอกไม้ซึ่งมีกลิ่นหอมและทรงเสน่ห์นี้ว่า Rosa จากนั้น เทพธิดาคลอริส ก็รวบรวมหยดน้ำค้างมาประดับเป็นมงกุฎ เพื่อมอบให้ดอกไม้นี้เป็นราชินีแห่งบุปผาชาติทั้งมวล จากนั้นก็ประทานดอกกุหลาบให้กับเทพ อีโรส ซึ่งเป็นเทพแห่งความรัก กุหลาบจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของความรัก แล้วเทพ อีโรส ก็ประทานกุหลาบนี้ให้แก่ ฮาร์โพเครติส ซึ่งเป็นเทพแห่งความเงียบ เพื่อที่จะเก็บซ่อนความอ่อนแอของทวยเทพทั้งหลาย ดอกกุหลาบจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของความเงียบและความเร้นลับอีกอย่างหนึ่ง กุหลาบกลายเป็นของขวัญ ของกำนัลสำหรับการแสดงความรัก และมักจะมีผู้เปรียบเทียบความงามของผู้หญิงเป็นเสมือนดอกกุหลาบ และผู้หญิงคนแรกในประวัติศาสตร์โลกที่ได้รับสมญาว่าเป็นผู้หญิงงามเสมือนดอกกุหลาบคือ พระนางคลีโอพัตรา ซึ่งพระนางยังได้เคยต้อนรับ มาร์ค แอนโทนี คนรักของพระนาง ในห้องซึ่งโรยด้วยดอกกุหลาบหนาถึง 18 นิ้ว หอมฟุ้งไปด้วยกลิ่นกุหลาบ

หลินปิง-*-น้อยน่ารัก-*--*--*--*-*-*-*-*-

หลินปิงได้นำมาโชว์ตัวในส่วนพื้นที่จัดแสดงหมีแพนด้าเป็นวันที่ 3 แล้ว เป็นการสร้างความคุ้นเคยและปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมก่อนจะจัดให้มีการโชว์จริงระหว่างวันที่ 26 ถึง 28 กันยายน 2552 ซึ่งเป็นช่วงวันเกิดของหลินฮุ้ยแม่หมีแพนด้า โดยหลินปิงมีอาการตื่นกลัวเล็กน้อย หลินปิงทดสอบใช้เวลาประมาณ 20 นาที หลินปิงหลังจากแสดงดูมีอาการอ่อนล้าและยังไม่คุ้นกับสภาพแวดล้อมใหม่ และในการตรวจสุขภาพของหลินปิงพบว่ามีน้ำหนักตัว 8,960 กรัม ความยาว 72 เซนติเมตร หลินปิงเริ่มซนมากขึ้นไม่อยู่นิ่งและภาพรวมถือว่าเป็นที่น่าพอใจหลินปิง ชื่อของแพนด้าน้อยที่มีคนโหวตเข้ามามากที่สุดนั้น มาดูกันว่าคำว่าหลินปิงนั้นมีที่มาอย่างไร?คำว่า หลินปิง เป็นชื่อที่มีความหมายดี โดยคำว่าหลิน มาจาก หลินฮุ้ย ซึ่งเป็นแม่ของแพนด้าน้อยปิง มาจาก แม่น้ำปิงซึ่งเป็นแม่น้ำสายสำคัญในภาคเหนือโดยเฉพาะเีชียงใหม่คำว่า หลินปิง ในภาษาจีน หมายถึง ป่าหิมะ ซึ่งเป็นความหมายที่ดี ซึ่งเป็นชื่อที่เด็กนักเรียนในจังหวัดนครราชสีมาเป็นคนตั้งให้อีกด้วย

วันอังคารที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2552

เเนะนำตัวเอง อิอิ ^^ ดีคับป๋ม

ชื่อ นางสาว อรอุมา ศรีจันทร์

ชื่อเล่น อาร์ม

ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/1 เลขที่ 27

โรงเรียนอาเวมารีอา

ผู้แนะนำ: นายวีระชน ไพสาทย์

ความรู้สึก D จัยแล:อยากให้มีคนเข้ามาเป็นสมาชิกเยอะๆ
อยากทำความรู้จักกับสมาชิกทุกคน-*-*-*-
--------------------*-------------------------

วันเสาร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2552

มักมีคำถาม กับหมอเสมอว่า "ถ้าปวดฟัน แต่ไม่อยากถอนฟันจะทำอย่างไรดี" ถ้าถามว่า ทำไมฟันนั้นจึงปวด ก็ต้องตอบว่า เพราะฟันนั้นมันผุ แล้วถ้าถามว่า ทำไมฟันนั้นจึงผุ ก็ต้องตอบกันอีกยาว แต่วันนี้เราจะมาพบคำตอบกันว่า เมื่อปวดหัน เรามีทางเลือกอะไรบ้าง?P { margin: 0px; }ฟันผุคืออะไร?ฟันผุเกิดขึ้นกับเนื้อเยื่อแข็งของฟัน ได้แก่ เคลือบฟัน เนื้อฟันหรือเคลือบรากฟัน ในสภาวะปกติในช่องปากจะมีกระบวนการแลกเปลี่ยนแร่ธาตุแคลเซียมกับฟอสฟอรัสในน้ำลายเกิดขึ้นตลอดเวลาอย่างสมดุล แต่ในภาวะที่จุลินทรีย์ย่อยสลายอาหารจำพวกแป้งและน้ำตาลที่ติดอยู่ตามซอกฟัน ก็จะเปลี่ยนให้สภาพแวดล้อมของน้ำลายกลายเป็นกรด ทำให้กระบวนการแลกเปลี่ยนแร่ธาตุเสียความสมดุล ฟันจะสูญเสียแคลเซียมและฟอสฟอรัสให้แก่สภาพแวดล้อมมากกว่าได้รับคืน หากกระบวนการนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง จะทำให้เกิดฟันผุในที่สุดเมื่อฟันเริ่มผุ ควรทำอย่างไร?เมื่อมีฟันบางซี่ผุแล้วก็ไม่ต้องตกใจ เมื่อฟันเริ่มผุมักจะเกิดอาการ "เสียวฟัน" เสียวไปนานๆ ก็จะปวดฟันได้ หากรู้สึกเสียวฟันแล้วต้องเริ่มต้นแก้ไขอาการเสียวฟันก่อน หากเสียวฟันโดยที่ตัวฟันยังไม่มีรอยผุ ยาสีฟันที่โฆษณาว่าสามารถลดอาการเสียวฟัน ก็สามารถช่วยได้บ้าง แต่ต้องใช้อย่างต่อเนื่องมากกว่า 2 สัปดาห์ อย่างไรก็ตาม หากอาการเสียวฟันยังไม่หายไป ต้องลองไปตรวจฟันดู หากเสียวฟันบริเวณคอฟัน อาจเป็นเพราะฟันสึกหรือมีรอยผุ สามารถรักษาได้โดยการอุดฟัน เพื่อป้องกันไม่ให้ลุกลาม แต่หากอุดฟันแล้ว ยังมีอาการปวดฟันหนักกว่าเดิม แสดงว่ามีเชื้อโรคเข้าไปในโพรงประสาทฟันแล้วฟันของคนเราจะมีโพรงประสาทฟันอยู่ตรงกลาง เหมือนไส้ของผลแอปเปิ้ล ถ้าเชื้อโรคมากับน้ำลายสามารถเล็ดลอดตามรอบผุเล็กๆ ที่เรามองไม่เห็นแอบเข้าไปติดเชื้อในรากฟัน จะทำให้เกิดอาการอักเสบ มีอาการปวดฟันทางเลือกของคนที่ปวดฟัน?เมื่อฟันมีอาการปวดมาถึงขั้นดังกล่าวแล้ว เรามีทางเลือกอยู่ 2 ทาง คือ 1.การถอนฟัน และ 2.การรักษารากฟัน เพื่อเก็บคงฟันไว้ใช้ต่อไป ถ้าตัดสินใจจะถอนฟัน ต้องทำใจล่วงหน้าว่าบริเวณที่ถูกถอนออกไปจะกลายเป็นเหงือกโล่งๆ รอสำหรับการใส่ฟันปลอมต่อไป ยิ่งถ้าเป็นการถอนฟันด้านหน้า คงต้องยิ่งคิดหนัก เพราะเวลายิ้มฟันหล่อแย่เลย แต่หากตัดสินใจว่าจะเก็บฟันไว้ ก็ต้องรักษารากฟันเท่านั้นรักษารากฟันทำอย่างไร?กระบวนการรักษารากฟันต้องใช้เวลารักษาหลายครั้ง และต้องเสียค่าใช้จ่ายมากกว่าการถอนฟัน ตรงจุดนี้จึงจำเป็นต้องพูดคุยกับทันตแพทย์ให้เข้าใจตรงกันว่า ต้องรักษากี่ครั้ง แต่ละครั้งสามารถแบ่งจ่ายค่าใช้จ่ายได้เท่าไหร่ และมีขั้นตอนการรักษาอย่างไรบ้างการรักษารากฟันนั้น เริ่มจากการเอ็กซเรย์ฟัน เพื่อประกอบการรักษาในแต่ละครั้ง ทำให้มีค่าใช้จ่ายสูง นอกจากนี้ ในแต่ละขั้นตอนการรักษาต้องมีการฉีดยาชา แต่เมื่อยาชาหมดฤทธิ์ คนไข้อาจรู้สึกปวดระบมเล็กน้อยในช่วง 2 - 3 วันแรก ดังนั้น ภายหลังการรักษาจึงต้องทานยาแก้ปวด แต่หลังจากเสร็จการรักษาทุกขั้นตอนแล้วและไม่มีอาการผิดปกติ อาการปวดฟันควรหายไป สามารถใช้ฟันเคี้ยวอาหารได้เป็นปกติ เพราะการรักษารากฟัน คือ การกำจัดประสาทฟันอักเสบ ที่เป็นสาเหตุของอาการปวดฟันออกไปแล้วเมื่อรักษารากฟันแล้ว ควรทำอย่างไร?เมื่อรักษารากฟันเสร็จแล้ว ควรมีการรักษาต่อด้วยการครอบฟัน เพื่อรักษาเนื้อฟันให้คงทนแข็งแรง สามารถใช้งานได้อีกนาน อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความ เมื่อรักษารากฟันและครอบฟันแล้ว ฟันซี่ดังกล่าวจะคงทนไปตลอด เพราะเรายังต้องรับประทานอาหารทุกวัน ถ้ารักษาความสะอาดไม่ดี ก็สามารถเกิดฟันผุซ้ำได้อีก ดังนั้น จึงแนะนำให้เข้าพบทันตแพทย์ เพื่อตรวจฟันทุก 6 เดือนการแปรงฟันอย่างถูกวิธิ กันฟันผุการป้องกันฟันผุ ต้องดูแลอนามัยในช่องปากให้สะอาดอย่างสม่ำเสมอ วิธีง่ายๆ คือ การแปรงฟันด้วยยาสีฟันทั่วไปครั้งละประมาณ 2 นาที หากแปรงฟันแล้ว ทำไมยังเกิดฟันผุอีก ก็ต้องพิจารณาว่า เราแปรงฟันนานพอหรือไม่ เป็นการแปรงฟันแบบผ่านๆ ถูไปมาแค่ 2 วินาทีหรือไม่เราควรพยายามฝึกใช้แปรงสีฟันขนอ่อนนุ่มและแปรงฟันให้นานขึ้น ทุกซอกทุกมุมวันละอย่างน้อย 2 ครั้ง จากนั้น ควรใช้ไหมขัดฟันช่วยทำความสะอาดซอกฟันด้วยทุกครั้ง**********************
0 ความคิดเห็น:

กอดของแม่อุ่นอันใดในหล้าที่ว่าอุ่นไม่ละมุมทดแทนเท่าแขนแม่ที่ตวัดโอบร่างอย่างดูแลยามลูกแพ้ด้วยฤทธิ์พิษสังคมมือแม่นั้นโอบมาจากบ่าซ้ายแนบเรือนกายกลางหลังฝังความขมตบเบาเบาหมายให้ไล่ความตรมดุจสายลมอบอุ่นละมุนละไมน้ำตาลูกรินลงอยู่ตรงหน้าแม้เหนื่อยล้าเจ็บท้อเพียงขอให้รอยกอดนั้นลึกล้ำมาค้ำใจตลอดไปชั่วกาลนานนิรันดร์ลูกวันนี้อยู่อย่างห่างคนกอดคำพร่ำพลอดห่วงใยไกลเกินฝันแขนที่โอบแนบสนิทติดชีวันก็มีอันจากไปในเวลาลูกจะรอวันหนึ่งถึงวันนั้นวันที่ฝันอบอุ่นยังกรุ่นฟ้าวันที่ต้องทดท้อต่อชะตาวันเหว่ว้ามาเตือนเยือนชีวีลูกจะหยิบมือแม่วางกลางศีรษะอย่าปล่อยนะวางไว้ตรงใจนี่ด้วยความรักศรัทธาและปรานีให้ลูกนี้ยืนหยัดในบัดดล...

เพราะความกลัวแดดจะแผดผิว ให้ดำจนเกินงามตาม ที่โฆษณาต่างส่งเสียงกันมา เลยทำให้สาวๆ น้อยใหญ่ต้องหันหน้า เข้าหาครีมกันแดดกันสักครั้ง แต่...จะเลือกแบบไหนดีนะ ขวดนี้ SPF-15 แต่ขวดโน้น SPF-30 กันน้ำได้ด้วย ลังเลค่ะเวลา ยืนอยู่หน้าชั้นสินค้า จำพวกครีมกันแดด มันละลาน ตาไปหมด ทั้งยี่ห้อ สีสัน และสรรพคุณจากศัพท์แสงที่ไม่คุ้นเคยก่อนอื่นเราต้องรู้ว่า SPF หรือเอสพีเอฟ นั้นย่อมาจาก Sun Protection Filter จะเป็นตัวที่บ่งบอกถึงประสิทธิภาพในการกรองรังสีดวงอาทิตย์ ยิ่งค่าเอสพีเอฟสูงก็ยิ่งกรองรังสีได้มากการจะใช้ครีมที่มีค่าเอสพีเอฟสูงมากหรือน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับรูปแบบการใช้ชีวิตของเราด้วย หากเป็นคนที่ออกทำงานแต่เช้ากลับบ้านค่ำมืด โอกาสเจอแสงอาทิตย์ ไม่ค่อยมี ก็แทบไม่ต้องใช้ครีมกันแดดเลย หรือถ้าจะใช้ก็ควรเป็นค่าระดับที่อ่อนมาก จำไว้อย่างหนึ่งว่า สารกรองรังสีดวงอาทิตย์พวกนี้ เป็นสารเคมีที่นักวิทยาศาสตร์สังเคราะห์ขึ้น ควรเลือกใช้เท่าที่จำเป็นเท่านั้น เพราะยิ่งพอกสารเคมีต่างๆ ไว้บนใบหน้า ก็ย่อมมีทั้งคุณและโทษขั้นต่อมาก็มาดูที่ตัวเลข 30 และ 15 ที่ยกเป็นตัวอย่างนั้นเป็นแค่ส่วนหนึ่งของเอสพีเอฟ ที่มีแสดงกันตามผลิตภัณฑ์ครีมกันแดด ดร.มาร์ติน ไวน์สต็อก ผอ.สมาคมมะเร็งอเมริกา บอกว่า ถ้าหากคุณคิดว่าการตบครีมที่มีเอสพีเอฟ 30 จะช่วยป้องกันแดดได้ มากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับเอสพีเอฟ 15 ขอให้คิดใหม่ มันไม่ง่ายอย่างนั้นข้อเท็จจริงก็คือ SPF-15 จะช่วยบล็อกรังสีอัลตราไวโอเลตจากแสงอาทิตย์ได้ 93.3 เปอร์เซ็นต์ ส่วน SPF-30 นั้น จะป้องกันรังสีได้ 96.7เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้า SPF-45 ป้องกันได้ 97.8 เปอร์เซ็นต์ ไม่มีอันไหนที่ป้องกันได้ 100 เปอร์เซ็นต์ค่ะ รู้อย่างนี้แล้วคงพอช่วยให้หายงง และเลือกครีมกันแดดที่เหมาะกับผิวของตัวเองได้มากขึ้นนะคะแต่หลายคนบอกว่าไม่ชอบมันเหนอะแหนะ ไม่สบายตัว น้องๆ ก็ลองเลือกแบบสเปย์น้ำก็ได้จ๊ะ ไม่งั้นดำแย่เลย อิอิ
แม่ที่อายุน้อยที่สุดในโลก!!
แม่ที่อายุน้อยที่สุดในโลกที่มีการบันทึกไว้ โดยมีเอกสารอ้างอิงคือ ลินดา มีไดน่า ( Lina Medina ) เธอเป็นคนเมือง Paurange ประเทศเปรู (Peru) ในขณะที่เธอให้กำเนิดลูกเธอมีอายุเพียง 5 ขวบกับ อีก 7 เดือน 21 วัน พ่อแม่ของลินดา พาเธอมาส่งที่โรงพยาบาลเนื่องจากเธอท้องโตมาก ในช่วงแรกทุกคนคิดว่าเธอเป็นเนื้องอกในช่องท้อง แต่หมอกับตรวจพบว่าเธอตั้งท้อง 7 เดือน เพื่อความแน่ใจ Dr.Gerardo Lozada จึงส่งเธอเข้าตรวจกับผู้วชาญ ที่กรุงลิม่า ประเทศเปรู เพื่อตรวจสอบยืนยันอีกครั้งหนึ่งเวลาผ่านไปอีกเดือนครึ่งเธอได้ให้กำเนิดบุตรชายเมื่อวันที่ 14 พฤศษาคม 1939 โดยมีน้ำหนักแรกเกิด 2.7 กิโลกรัม โดยเธอได้ตั้งชื่อลูกชายของเธอว่า Gerardo เหมือนหมอที่ดูแลเธอ และลูก Gerardo ถูกเลี้ยงดูร่วมกับ ลินดาในฐานะพี่ชายน้องชาย จน Gerardo มีอายุ 10 ขวบความจริงจึงเปิดเผย และผู้ต้องสงสัยที่ทำการข่มขืนลินดาก็คือ พ่อของเธอ แต่เนื่องจากหลักฐานไม่เพียงพอ พ่อของลิดาจึงได้รับการปล่อยตัวในที่สุด Gerardo เป็นเด็กที่มีสุขภาพแข็งแรงตั้งแต่เกิดแต่กับเสียชีิวิต เมื่ออายุเพียง 40 ปีเนื่องจากโรคเกี่ยวกับไขกระดูก ( Bone marrow ) ส่วนลินดาเสียชีวิต เมื่อมีอายุได้ 75 ปี
เคยสัยรึเปล่าคะว่าทำไม เวลาที่เราต้องการให้กำลังใจใครหรือให้กำลังใจตัวเอง (ประมาณว่า "สู้ๆ สู้ตาย") หรือแม้กระทั่งเวลาถ่ายรูปกับเพื่อนเราจะต้องมีท่าบังคับอย่างท่า "สู้ตาย" ชู 2 นิ้ว อยู่เสมอ... ทำไมต้องชูสองนิ้วด้วยล่ะ ชูสามนิ้วไม่ได้เหรอ???สำหรับการชู 2 นิ้ว หรือที่เรียกกันในภาษาอังกฤษว่า "V sign" นั้น เป็นที่รู้จักกันดีในความหมายของ "ชัยชนะ" คือ V แทนคำว่า Victory ค่ะ ถ้าน้องๆ ลองไปเปิดดูอัลบั้มรูปเก่าๆ ของตัวเองน้องๆ จะพบว่าตั้งแต่เราเกิดมาเราถ่ายภาพด้วยท่าชู 2 นิ้วไว้มากมายโดยที่เราไม่รู้ตัว คิดอะไรไม่ออกก็ชู 2 นิ้วไว้ก่อนแล้วกัน ^^นอกจากนี้การชูสองนิ้วยังหมายถึง "สันติภาพ" และ "การดูถูกท้าทาย" ได้อีกด้วย ...โดยหากเราไปแสดงอากัปกิริยาด้วยการ ชูสองนิ้วแต่หันฝ่ามือเข้าหาตัวเอง ในสหราชอาณาจักรอย่างอังกฤษ สกอตแลนด์แล้ว ถือว่าเป็นการแสดงท่าทางดูถูกต่อว่าอีกฝ่ายหนึ่งอยู่ค่ะโดยความหมายของการทำเช่นนี้นั้น จะเหมือนกับการที่เราไปทำท่าที่หยาบคายอย่างการ "ชูนิ้วกลาง" (The Finger) ให้คนอื่นเลยทีเดียว ซึ่งพฤติกรรมนี้ถือว่าร้ายแรงและเป็นการเสียมารยาทเป็นอย่างมากเลยล่ะส่วนในประเทศสหรัฐอเมริกา การชู 2 นิ้วนั้นจะใช้กันในความหมายที่ว่า เป็นการแสดงสันติภาพมากกว่า โดยเริ่มได้รับความนิยมมาจากการที่ประชาชนออกมาเคลื่อนไหวเพื่อให้เกิดสันติภาพในช่วงทศวรรษที่ 1960สำหรับประเทศในทวีปเอเชียนั้น ส่วนใหญ่จะใช้กันตอนถ่ายรูปโดยไม่ได้มีความหมายอะไรซ่อนอยู่เลย (กลายเป็นท่าฮิตไปซะอย่างงั้น -..-”) แต่ในเวลาต่อมา ผู้คนนอกทวีปเอเชียเริ่มหันมาชู 2 นิ้วตอนถ่ายรูปกันมากยิ่งขึ้น ซึ่งพฤติกรรมนี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากบรรดาการ์ตูนของญี่ปุ่นที่ไปได้รับความนิยมในประเทศอื่นๆ นั่นเองนอกจากนี้บางคนยังเชื่อว่า การที่ชาวญี่ปุ่นนิยมชู 2 นิ้วนั้นต้องการสื่อถึงเรื่องสันติภาพ หลังจากที่ญี่ปุ่นโดนบอมบ์ด้วยระเบิดปรมณูไป (และที่สำคัญหลายคนมักจะคิดว่าการชูสองนิ้วถ่ายรูปนั้นจะทำให้ตัวเองน่ารักเหมือนสาวญี่ปุ่น ซึ่งในความเป็นจริงแล้วท่านี้ก็ไม่ได้ทำให้คนดูดีทุกคนหรอกค่ะ 55)สำหรับจุดเริ่มต้นของการชู 2 นิ้วนั้น ไม่มีการบันทึกเอาไว้อย่างแน่ชัดว่าเกิดขึ้นเมื่อไหร่ แต่ก็เป็นที่เชื่อกันมาอย่างยาวนานว่า จุดเริ่มต้นของการชู 2 นิ้วนั้น เริ่มจากพลธนูชาวเวลส์ ที่ต่อสู่ร่วมกับอังกฤษในการสู้รบที่หมู่บ้านอกินคอร์ต ทางตอนเหนือของฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 1415 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสงครามร้อยปีระหว่างอังกฤษและฝรั่งเศส ซึ่งมีการกล่าวไว้ว่า ทหารฝรั่งเศสจะตัดนิ้วมือข้างขวาของพลธนูชาวเวลส์ที่ถูกจับตัวได้ไป 2 นิ้ว จนไม่สามารถยิงธนูได้อีก ด้วยเหตุนี้ บรรดาพลธนูชาวเวลส์ที่ยังไม่ถูกจับตัวจึงชูนิ้ว 2 นิ้วเป็นการดูถูกท้าทายทหารของฝรั่งเศสไม่น่าเชื่อเลยนะคะเนี่ยว่าท่าชู 2 นิ้ว ที่เราใช้เป็นท่าบังคับในการถ่ายรูปกัน จะมีประวัติความเป็นมาที่ยาวนานขนาดนี้แถมยังมีความหมายที่ลึกซึ้งและยิ่งใหญ่อีกต่างหาก... ว่าแต่ต่อไปนี้เวลาจะชู 2 นิ้ว ก็ระวังหน่อยแล้วกันนะคะ อย่าชูผิดด้านล่ะไม่อย่างนั้นล่ะ มีเรื่องแน่ค่ะ 555+
วันหนึ่ง Body Slam บอกว่าเขาอกหัก เพราะเขาไปชอบผู้หญิงคนหนึ่ง เล้าโลมจึงบอกให้ ทำจัยเพราะมาทีหลัง แต่บี้ตัดจัยไม่ไหว เพราะรักจัยจะขาด เขายังอยากยืดเยื้อต่อไป เพราะ หมอโอ๊คบอกว่าความคิดถึงห้ามกันไม่ได้ All For Men ยังบอกว่าคน ๆนี้จะไม่ไปจาก เธอ แต่เขาไม่รู้ว่าผู้หญิงคนนั้นรู้สึกอย่างรัย เพราะนิวบอกว่าเขาเปน คนที่ไม่เข้าตาDr.full จึงได้แต่พร่ำร้องว่าเมื่อไหร่จะรัก ป๊อบก้อเลยรู้สึกว่า อยากรู้..แต่ไม่อยากถาม แต่ดาบอกให้รักษาสิทธิ์ บี้เลยต้องโทรไปหาเธอแล้วบอกว่าโทมา..ว่ารัก ป้างเลยถามว่าคิด อารัยอยู่ เขาก้อได้บอกว่าเธอเปนมากกว่ารัก และเปนเหตุผลที่หายจัย จนวันหนึ่งมีผู้หญิงนิสัยไม่ดี มาเขามาตกหลุมรัก แม้ว่าเขาจะรักคนอื่น แต่ว่าหัวจัยไม่ฟัง เหตุผล เพราะ Dan-Beam กลัวว่าเวลาไม่เคยพอ เล้าโลมเลยเตือนว่าความรักบังคับกันไม่ได้ อ๊อฟเลยอยากเตือนความจำ ว่าอย่าไปเสียน้ำตา และมะลิก้อบอกให้เธอเลิกรักเขาซะ แต่หัวจัยของเธอ ได้กลายเปนคนของเธอไปแล้ว ไม่ว่าจะยังงัยเธอก้อจะรักเขาและยอมเปนคนรักคนที่2 เธอบอกเขาว่า เมื่อเขามาฉันจะไป เพราะเธอรู้คำตอบของหัวจัยแล้วว่า สุดที่รักคือเขา pancakeเลยขอแค่อยากจับมือเธอมาวางไว้ ถึงแม้ว่าจะเปนแค่คนอีกคน แต่เธอก้อยังภาวนาว่าขอให้รักบังเกิด จนวันหนึ่งโบถามเธอว่ารักแท้หรือแค่เหงา เพราะPure ไม่อยากให้เธอเปน คนไม่ฉลาด เธอจึง out จัย ออกไปจากเขา ทำให้เขารู้สึกว่าเปนคนเสียแฟน และค้นพบว่าเธอคือคนสำคัญ Emotion Town จึงรู้ว่าเหตุเกิดจากความเหงา ที่ทำให้รู้ว่ารักเธอเท่าไหร่ เขาจึงไปบอกรักเธอ บี้เลยถามว่าสายไปไหม เขาจึงบอกว่า เกิดมาแค่รักกันและฉันเลือกเธอ เพราะเธอรักในสิ่งที่ฉันเปน เขาจึงแพ้จัย ของเธอ และขอให้เธอกลับไปเปนเหมือนเดิม นี่เป็นคำขอสุดท้าย เธอจึงตกลงรับรักของเขา ทำให้เขารู้สึกว่ามันเหมือนพรหมลิขิต ที่พาให้เขากับเธอมาเจอกัน ต่อจากนี้ไปเขาและเธอจะมีกันตลอดไป... .............จบ
สุดท้าย คนรักที่ใจร้าย...........
อาจไม่ใช่คนรักที่ทิ้งเราไปเพื่ออยู่กับใครอีกคนหรอกนะแต่เป็นคนรักที่พยายามจะคบคน 2 คนในเวลาเดียวกัน และพยายามยื้อเวลานั้นไว้ให้นานที่สุดต่างหาก เขาทำเพื่อตัวเขาเอง เพราะเขาไม่อาจทนที่จะเสียใครได้ เพราะเขาทิ้งใครไม่ได้ เพราะเขาเจ็บไม่ได้ แต่เขายอมเห็นเราเจ็บปวดได้!
สุดท้าย คนรักที่ใจร้าย...........
อาจไม่ใช่คนรักที่ทิ้งเราไปเพื่ออยู่กับใครอีกคนหรอกนะแต่เป็นคนรักที่พยายามจะคบคน 2 คนในเวลาเดียวกัน และพยายามยื้อเวลานั้นไว้ให้นานที่สุดต่างหาก เขาทำเพื่อตัวเขาเอง เพราะเขาไม่อาจทนที่จะเสียใครได้ เพราะเขาทิ้งใครไม่ได้ เพราะเขาเจ็บไม่ได้ แต่เขายอมเห็นเราเจ็บปวดได้!
เธอคงไม่มีวันกลับมา
จึงปล่อยให้ฉันอ่อนล้าอยู่ตรงนี้
เจ็บปวดกับน้ำตาที่มี
ให้ฉันพร่ำเพ้อทุกนาทีโดยไม่เหลือใคร
แต่อยากให้เธอรู้นะคนดี
ว่าฉันคนนี้ยังคงรักเธอมากแค่ไหน
แม้ในวินาทีนี้ที่เธอคิดถึงใคร
แต่หนึ่งลมหายใจยังมีอยู่ต่อไปเพื่อคิดถึงเธอ
ฉันไม่รู้จะพูดอะ
ไรเหนื่อยเกินไป..หัวใจล้า
นิ่งงันรับไม่ทันกับคำลา
ให้ความเงียบกับน้ำตาพูดแทนใจ
ท่องเอาไว้ว่าเธอจะลา
รู้ตัวเองว่าไม่อาจรั้งความห่วงหาคืนมาได้
สายตารานร้าวที่เธอเห็นนั่นคือความรู้สึกของใจฉัน
แทนคำตัดเพ้อที่ร้าวไหว นับล้านคำ

คำสอน..ของแม่เสียงที่เคยเอ่ยฟัง ยังคงอยู่เฝ้าอุ้มชู เลี้ยงดู มิรู้หน่ายคอยฟูมฟัก ด้วยรัก ลูกมากมาย มิท้อใจ ขอให้ ลูกได้ดีความฉลาด แม่อาจ วาดไม่ได้ลูกต้องใช้ หัวใจ ไล้แต้มสีประสบการณ์ ก้าวผ่าน เนิ่นนานมีกลวิธี แห่งชีวี ที่มีมาแม่อยากให้ ใจลูก คิดถูกต้องจงไตร่ตรอง พิศมอง ผองปัญหาทางสายกลาง ทิศทาง สร้างปัญญารักศรัทธา ค่าความดี ที่เจ้าทำเมื่อลูกเห็น ใครลำเค็ญ อย่าเข่นข้องเข้าทำนอง กองไม้ล้ม ก้มเหยียบย่ำเฝ้าคิดร้าย ต่อใคร ไม่ควรทำลูกจงจำ ถ้อยคำ แม่ย้ำเตือนจงก้าวเดิน เผชิญจิต ลองผิดถูกเมื่อคิดผูก ต้องลุก กระตุกเงื่อนด้วยตัวเรา เท่านั้น อย่าฟั่นเฟือนคิดเลอะเลือน เงื่อนตาย ได้อายตัวจงเรียนรู้ สู่ทาง อย่างอดกลั้นมิหวาดหวั่น พลันตก อกสลัว ใช้สมอง ตรองพิศ อย่าคิดกลัวดีหรือชั่ว ตัวเรา ย่อมเข้าใจลูกมีสิทธิ์ คิดฝัน ทุกวันวี่แต้มชีวี สีสัน อันสดใสแม้นไม่อาจ วาดฝัน ได้ทันใดสู้ต่อไป อย่าสิ้นไร้ ในใจตน ยามใดสุข เผื่อทุกข์ เข้าปลุกปลอบนี่คือกรอบ ครอบใจ ได้ทุกหนทางชีวิต ลิขิตวาง อย่างแยบยลบรรลุผล หลุดพ้น วังวนกรรมแม่อยากให้ ยิ้มไว้ ทั่วใบหน้า ใครว่าบ้า อย่าสน คนพูดพร่ำ ยิ้มเพื่อได้ ล้างใจ ใคร่ควรทำ ยิ้มประจำ นำชีวิต จิตเบิกบานมีสิ่งหนึ่ง พึงจำ ในคำแม่ความจริงแท้ แน่วแน่ ไม่แปรผันพูดโกหก เหมือนตก นรกพลันทุกข์อนันต์ มหันต์ภัย ดั่งไฟฟอนกำลังใจ แม่ให้ ไม่มีหมดมิเลี้ยวลด จำจด ทุกบทสอนพระคุณแม่ แท้จริง ยิ่งสาครประนมกร อ่อนแนบ แทบเท้าเอย

พื้นฐานกับแบบก้าวหน้า
ได้ดังนี้ความพอเพียงในระดับบุคคลและครอบครัวโดยเฉพาะเกษตรกร เป็นเศรษฐกิจพอเพียงแบบพื้นฐานเทียบได้กับทฤษฎีใหม่ขั้นที่ 1 ที่มุ่งแก้ปัญหาของเกษตรกรที่อยู่ห่างไกลแหล่งน้ำ ต้องพึ่งน้ำฝนและประสบความเสี่ยงจากการที่น้ำไม่พอเพียง แม้กระทั่งสำหรับการปลูกข้าวเพื่อบริโภค และมีข้อสมมติว่า มีที่ดินพอเพียงในการขุดบ่อเพื่อแก้ปัญหาในเรื่องดังกล่าวจากการแก้ปัญหาความเสี่ยงเรื่องน้ำ จะทำให้เกษตรกรสามารถมีข้าวเพื่อการบริโภคยังชีพในระดับหนึ่งได้ และใช้ที่ดินส่วนอื่น ๆ สนองความต้องการพื้นฐานของครอบครัว รวมทั้งขายในส่วนที่เหลือเพื่อมีรายได้ที่จะใช้เป็นค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่ไม่สามารถผลิตเองได้ ทั้งหมดนี้เป็นการสร้างภูมิคุ้มกันในตัวให้เกิดขึ้นในระดับครอบครัว อย่างไรก็ตาม แม้กระทั่ง ในทฤษฎีใหม่ขั้นที่ 1 ก็จำเป็นที่เกษตรกรจะต้องได้รับความช่วยเหลือจากชุมชนราชการ มูลนิธิ และภาคเอกชน ตามความเหมาะสมความพอเพียงในระดับชุมชนและระดับองค์กรเป็นเศรษฐกิจพอเพียงแบบก้าวหน้า ซึ่งครอบคลุมทฤษฎีใหม่ขั้นที่ 2 เป็นเรื่องของการสนับสนุนให้เกษตรกรรวมพลังกันในรูปกลุ่มหรือสหกรณ์ หรือการที่ี่ธุรกิจต่าง ๆ รวมตัวกันในลักษณะเครือข่ายวิสาหกิจ กล่าวคือ เมื่อสมาชิกในแต่ละครอบครัวหรือองค์กรต่าง ๆ มีความพอเพียงขั้นพื้นฐานเป็นเบื้องต้นแล้วก็จะรวมกลุ่มกันเพื่อร่วมมือกันสร้างประโยชน์ให้แก่กลุ่มและส่วนรวมบนพื้นฐานของการไม่เบียดเบียนกัน การแบ่งปันช่วยเหลือซึ่งกันและกันตามกำลังและความสามารถของตนซึ่งจะสามารถทำให้ ชุมชนโดยรวมหรือเครือข่ายวิสาหกิจนั้น ๆ เกิดความพอเพียงในวิถีปฏิบัติอย่างแท้จริงความพอเพียงในระดับประเทศ เป็นเศรษฐกิจพอเพียงแบบก้าวหน้า ซึ่งครอบคลุมทฤษฎีใหม่ขั้นที่ 3 ซึ่งส่งเสริมให้ชุมชนหรือเครือข่ายวิสาหกิจสร้างความร่วมมือกับองค์กรอื่น ๆ ในประเทศ เช่น บริษัทขนาดใหญ่ ธนาคาร สถาบันวิจัย เป็นต้นการสร้างเครือข่ายความร่วมมือในลักษณะเช่นนี้จะเป็นประโยชน์ในการสืบทอดภูมิปัญญา แลกเปลี่ยนความรู้ เทคโนโลยี และบทเรียนจากการพัฒนา หรือร่วมมือกันพัฒนา ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ทำให้ประเทศอันเป็นสังคมใหญ่อันประกอบด้วยชุมชน องค์กร และธุรกิจต่าง ๆ ที่ดำเนินชีวิตอย่างพอเพียงกลายเป็นเครือข่ายชุมชนพอเพียงที่เชื่อมโยงกันด้วยหลัก ไม่เบียดเบียน แบ่งปันและช่วยเหลือซึ่งกันและกันได้ในที่สุดพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวการสร้างขบวนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เสนอให้ริเริ่มการสร้างขบวนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อสานต่อความคิดและเชื่อมโยงการขยายผลที่เกิดจากการนำหลักปรัชญาฯ ไปใช้อย่างหลากหลาย รวมทั้งเพื่อจุดประกายให้เกิดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง ซึ่งจะนำไปสู่การยอมรับ และการนำไปประยุกต์ใช้ให้เกิดผลในทางปฏิบัติในทุกภาคส่วนของสังคมอย่างจริงจังจากพระบรมราโชวาทและพระราชดำรัสของพระองค์ นับตั้งแต่ปี 2517 เป็นต้นมา จะพบว่าพระองค์ท่านได้ทรงเน้นย้ำแนวทางการพัฒนาที่อยู่บนพื้นฐานของการพึ่งตนเอง ความพอมีพอกิน พอมีพอใช้ การรู้จักความพอประมาณ การคำนึงถึงความมีเหตุผล การสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว และทรงเตือนสติประชาชนคนไทยไม่ให้ประมาท ตระหนักถึงการพัฒนาตามลำดับขั้นตอนที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ ตลอดจนมีคุณธรรมเป็นกรอบในการดำรงชีวิตซึ่งทั้งหมดนี้เป็นที่รู้กันภายใต้ชื่อว่า เศรษฐกิจพอเพียง สศช. จึงได้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิจากสาขาต่าง ๆ มาร่วมกันกลั่นกรองพระราชดำรัสฯ สรุปเป็นนิยาม ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และได้อัญเชิญมาเป็นปรัชญานำทางในการจัดทำ แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 9 เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนทุกระดับมีความเข้าใจและนำไปประกอบการดำเนินชีวิตการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง มีเป้าหมายหลักเพื่อสร้างเครือข่ายเรียนรู้ ให้มีการนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้เป็นกรอบความคิด เป็นแนวทางในการปฏิบัติ ตลอดจนเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตของคนไทยในทุกภาคส่วนวัตถุประสงค์ของการขับเคลื่อนเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง เกี่ยวกับหลักเศรษฐกิจพอเพียงให้ประชาชนทึกคนสามารถนำหลักปรัชญาฯ ไปประยุกต์ให้ได้อย่างเหมาะสม และปลูกฝัง ปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในการดำรงชีวิตให้อยู่บนพื้นฐานของเศรษฐกิจพอเพียง ตลอดจนนำไปสู่การปรับแนวทางการพัฒนาให้อยู่บนพื้นฐานของเศรษฐกิจพอเพียง การขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง เป็นการเสริมพลังให้ประเทศไทยสามารถพัฒนาไปได้อย่างมั่นคง ภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์ โดยให้ความสำคัญกับการสร้างฐานรากทางเศรษฐกิจและสังคมให้เข้มแข็ง รักษาความสมดุลของทุนและทรัพยากรในมิติต่าง ๆ ตลอดจนสามารถปรับตัวพร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ได้อย่างเท่าทัน และนำไปสู่ความเอยู่เย็นเป็นสุขของประชาชนชาวไทยการขับเคลื่อนจะเป็นลักษณะเครือข่ายและระดมพลังจากทุกภาคส่วน แบ่งเป็น 2 เครือข่ายสนับสนุนตามกลุ่มเป้าหมายเบื้องต้น ได้แก่- เครือข่ายด้านประชาสังคมและชุมชน - เครือข่ายธุรกิจเอกชนนอกจากนี้แล้วยังมีเครือข่ายสนับสนุนตามภารกิจ ได้แก่ - เครือข่ายวิชาการ - เครือข่ายสร้างกระบวนการเรียนรู้ - เครือข่ายเผยแพร่ประชาสัมพันธ์
"ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง"
เป็นคำดั้งเดิมที่พระราชทาน โดย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ... อ.อดิสร์ เล่าต่อค่ะ ... มีหนังสือทางราชการที่มีความสำคัญ เพราะว่าเป็นจุดเริ่มของนิยามเศรษฐกิจพอเพียง ที่พวกเราใช้กันอย่างเป็นทางการ ลงวันที่เมื่อ 2542
แต่ที่จริงแล้ว ถ้าจะเล่าความเป็นมาก็คือว่า ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง พระองค์ท่านได้รับสั่งมานานแล้ว ถ้าจะย้อนวันที่กัน ก็จะย้อนไปถึง ราวๆ ปี 2517 ได้ บางคนก็จะพูดถึงว่า ในโอกาสที่พระองค์ท่านไปในงานพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ตั้งแต่ 2517 เป็นต้นมา พระองค์ท่านจะรับสั่ง หรือมีพระบรมราโชวาทเกี่ยวกับหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาโดยตลอดมาถึงช่วง 2539-2540 ที่ประเทศไทยมีวิกฤติเศรษฐกิจ พระองค์ท่านก็จะเน้นย้ำหลักเศรษฐกิจพอเพียงมากขึ้น และช่วงนั้นเองประมาณ ปี 40 พวกเราก็จะได้ยิน และรู้จักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงกันมากขึ้น พวกเราก็คงนึกออกนะครับ
พอช่วงประมาณปี 40 หลังจากที่พวกเราได้ยินพระองค์ท่านรับสั่งแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมากขึ้น หลายส่วนก็อยากจะนำไปใช้ ... แต่ว่า ณ วันนั้น หลักฐาน คำนิยมต่างๆ ที่ปรากฏเป็นลายลักษณ์อักษรนี้ ไม่ค่อยจะมี ทำให้ทางหน่วยงานหนึ่ง คือ ทางสภาพัฒฯ ที่อยากนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ เพราะว่าช่วงนั้นเป็นช่วงของการร่างแผนฯ 9 ทางสภาพัฒฯ เขาก็มีความคิดว่า อยากจะเขียนแผนฯ 9 ให้เป็นไปตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง แต่ไม่ทราบว่าจะเริ่มต้นอย่างไรดี เพราะไม่มีนิยามที่เป็นลายลักษณ์อักษร
... ก็เลยระดมผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนหนึ่ง รวมทั้งผู้ใหญ่ในสภาพัฒฯ ร่วมกันยกร่างนิยามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งไปสังเคราะห์มาจากพระบรมราโชวาท ตามโอกาสต่างๆ ร่างขึ้นมาเป็นข้อความ 1 ย่อหน้า และจดหมายกราบทูลไปยังสำนักราชเลขาฯ เพื่อขอพระบรมราชานุญาติให้พระองค์ท่านวินิจฉัยว่า ที่พวกเราพสกนิกรได้ให้ความหมายว่า เศรษฐกิจพอเพียง คืออะไร เราวิจัยกันถูกแล้วหรือยัง
พระราชเลขาฯ ก็เสนอกราบพระบังคมทูล พระองค์ท่านก็ได้พิจารณาข้อความดังกล่าว และทรงแก้ไขลงมาให้ ว่าที่นำเสนอมา ได้ปรับแก้ให้แล้วนะ และส่งกลับไปยังสภาพัฒฯ ว่า ให้เอาไปใช้ และเผยแพร่ต่อไปได้
จดหมายฉบับนี้จะเป็นจดหมายที่ทางสำนักพระราชเลขาฯ ทำตอบกลับมายังท่านประธานคณกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ... เป็นเรื่องของบทความชื่อ ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง คำว่า "ของ" ผมเองบางครั้งก็ใส่ บางครั้งก็ไม่ได้ใส่
ถ้อยคำในจดหมายก็จะมีรายละเอียด คือ ...
... ตามที่ท่านได้นำความพราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระราชทานพระบรมราชวินิจฉัย บทความเรื่อง “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติได้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิ ในทางเศรษฐกิจ และสาขาอื่นๆ มาร่วมกันประมวล และกลั่นกรองพระราชดำรัส เรื่อง เศรษฐกิจพอเพียง และขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตนำบทความดังกล่าวไปเผยแพร่ เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติของสำนักงานฯ และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนประชาชนโดยทั่วไป นั้น
หนังสือได้สรุปว่า ... ได้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาฝ่าละอองธุลีพระบาทแล้ว ทรงกระกรุณาปรับปรุงแก้ไขพระราชทาน และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานญาต ตามที่ขอพระมหากรุณา
จากจดหมายนี้ ก็เป็นครั้งแรกที่พวกเราได้มีนิยาม ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยมิต้องไปเดาสุ่มอะไร
สิ่งที่สำคัญตามมาคือ เอกสารแนบท้ายฉบับนี้ ก็คือ "บทความเศรษฐกิจพอเพียง" ซึ่งเราจะมาดูกันว่า แล้วเศรษฐกิจพอเพียง เกี่ยวข้องกับอะไรกันแน่
เวลาใช้งานกลุ่มผู้ใช้จะนำข้อความมาแยกเป็นส่วนๆ ก็จะนำมาสู่ประโยคที่มีลักษณะเป็นอย่างนี้ คือ
เริ่มต้น “เศรษฐกิจพอเพียง” เป็นปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัส ชี้แนะแนวทางการดำเนินชีวิตแก่พสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอด นานกว่า ๒๕ ปี ตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจ และเมื่อภายหลังได้ทรงเน้นย้ำแนวทางการแก้ไขเพื่อให้รอดพ้น และสามารถดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคง และยั่งยืน ภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์ และความเปลี่ยนแปลงต่างๆ
จุดที่ผมคิดว่าเป็นประโยชน์ 2 ข้อความ คือ
แนวทางการดำเนินชีวิตแก่พสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอด นานกว่า ๒๕ ปี ... ผมเน้น เพราะอยากให้พวกเราที่มีความประสงค์จะน้อมรับ หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และนำไปใช้นี้ แล้วจะได้นำหลักปรัชญานี้ไปใช้อย่างถูกจุด
ยกตัวอย่าง ผมสอนที่คณะฯ สอนทฤษฎีเศรษฐศาตร์เยอะ Demand Supply อุปสงค์ อุปทาน ส่งออกต่างๆ แล้วคณาจารย์ในคณะ มีความสนใจในหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
และเมื่อช่วงก่อนๆ ที่เราศึกษากัน ก็พยายามเอาหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปเทียบเคียงกับหลักเศรษฐกิจอื่นๆ ว่าสอดคล้องกัน หรือขัดแย้งกันอย่างไร ก็ทำกันอยู่พักหนึ่ง แต่ละคนก็ยังหาข้อยุติไม่ได้
ผมเองกับคณาจารย์กลุ่มหนึ่งที่ศึกษาเรื่องนี้อยู่ มาถึงข้อสรุปอย่างหนึ่ง คือ เราคิดว่า ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนี้ ไม่น่าจะเอาไปใช้กับทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ เพราะว่ามันเป็นคนละเรื่อง คนละอย่างกัน ถามว่า ทำไม … เพราะว่า ถ้าเราอ่านบรรทัดที่สอง จะเห็นว่า หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนี้ พระองค์ท่านไม่ได้พระราชทานเรามา เพื่อไปใช้แทนหลักการลงทุน หลักทฤษฎีการส่งออก แต่พระองค์ท่านพระราชทานมาเพื่อเป็นแนวทางการดำเนินชีวิต ... เพราะฉะนั้น ใครก็ได้สามารถเอาหลักการตรงนี้ไปใช้ได้โดยตรง ไม่จำเป็นต้องเทียบเคียงกับทฤษฎี หลักเศรษฐศาสตร์เสรีทุนนิยมอะไร คิดว่า จะไม่ตรงกัน
เพราะฉะนั้น หัวใจของเศรษฐกิจพอเพียง น่าจะอยู่ที่วิธีการคิดของคน อาจจะมองว่าเป็นเรื่อง ค่านิยมของคน วิธีการดำเนินชีวิตของคนไทย ว่าเดิมเคยเป็นอย่างไร พระองค์ท่านจึงอยากเสริมว่า จากเดิมที่เคยมีวิธีการดำเนินชีวิตแบบนี้ แบบนั้น ลองนำแนวทางของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ดู น่าจะทำให้สังคมไทย มั่นคง และยั่งยืนมากขึ้น นี่เป็นจุดที่หนึ่ง
... เพราะฉะนั้น ถ้าใครจะนำหลักการเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ในหน่วยงาน จุดที่ควรจะลง ถ้าถามผม ... ควรจะอยู่ที่การพัฒนาบุคคล การพัฒนาบุคลากร เป็นจุดที่เศรษฐกิจพอเพียงจะเข้าไป และไปทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ตรงจุดมากขึ้น ให้คนในองค์กร คนในหน่วยงาน มีความคิดอ่านอย่างเศรษฐกิจพอเพียง
อีกประโยคหนึ่งที่จะเป็นปรัชญา เอกลักษณ์ของเศรษฐกิจพอเพียง หรือเป็นจุดที่จะทำให้เศรษฐกิจพอเพียงมีความแตกต่าง ก็เรื่องของการให้ความสำคัญกับ ความมั่นคง และโดยเฉพาะ ภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์
ซึ่งกระแสโลกาภิวัตน์จะเกิดขึ้นบ่อยๆ ในตัวนิยามนี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่พระองค์ท่านเล็งเห็นแล้วว่า ในอนาคต สังคมไทยคงหลีกเลี่ยงกระแสโลกาภิวัตน์ไม่ได้
เศรษฐกิจพอเพียงส่วนหนึ่งก็คือ มีความประสงค์ที่อยากให้สังคมไทยอยู่ร่วมในกระแสโลกภิวัฒน์ได้ เพราะฉะนั้น ภายใต้ภูมิคุ้มกันก็ดี โลกาภิวัตน์มีผลกระทบจากภายนอกก็ดี นี้เป็นสิ่งที่พระองค์ท่านอยากเพิ่มเติมให้กับพวกเรา ให้พวกเราได้รู้จักการสร้างภูมิคุ้มกัน
ในอดีตเราอาจอยู่แบบไม่ต้องมีภูมิคุ้มกันมากนักได้ เพราะสังคมในอดีตอาจจะห่างๆ กัน แต่โลกทุกวันนี้มีความใกล้ชิดกันมากขึ้น การสร้างภูมิคุ้มกันจะเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
ในตัวนิยาม เศรษฐกิจพอเพียง พระองค์ท่านรับสั่งว่า เป็นปรัชญาชี้ถึงการดำรงอยู่ และปฏิบัติตนของประชาชนในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับครอบครัว ระดับชุมชน จนถึงระดับรัฐ ทั้งในการพัฒนาและบริหารประเทศ ให้ดำเนินไปในทางสายกลาง มีลักษณะของแนวพุทธสอดแทรกเข้ามา
โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อให้ก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัตน์ ... ประโยคนี้เอง บางทีจะช่วยตอบคำถามเราบางอย่าง
หลายท่านคงจะนึกออก ว่า เมื่อประมาณปีที่แล้ว จะมีชาวต่างชาติ ที่เขาได้ยินว่า ประเทศไทย หรือรัฐบาลชุดนี้ ได้น้อมนำ หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้
... ชาวต่างชาติเขาก็สงสัย ว่า เอ แล้วเราจะอยู่ร่วมในโลกโลกาภิวัตน์หรือเปล่า เราจะไม่พัฒนาประเทศแล้วหรือ ที่ว่าเราจะใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงนี้
ประโยคนี้ก็จะตอบคำถามนั้นได้ว่า ที่เข้าใจอย่างนั้น ไม่ใช่ จะตรงกันข้ามเสียด้วยซ้ำ ... เพราะว่าหลักเศรษฐกิจพอเพียง นี้จะบอกว่า เราต้องมีการพัฒนาเศรษฐกิจ เพื่อให้ก้าวทันต่อโลกยุคโลกภิวัฒน์
เพราะฉะนั้น ถ้าจะดูตามนิยามอันนี้ เราสามารถสรุปได้ว่า ถ้าหน่วยงานของเรามีการดำเนินงานที่ทำให้สภาวะสุขภาพของคนไทย ก้าวทันต่อโลกโลกาภิวัตน์ นั่นคือ เศรษฐกิจพอเพียง แต่ถ้าอะไรที่ทำแล้ว ไปสู่การถอยหลัง หรืออยู่กับที่ ก้าวไม่ทันคนอื่นเขา อันนั้นก็ไม่ใช่หลักเศรษฐกิจพอเพียง
... ก็เป็นการตอบคำถามที่ชาวต่างชาติสงสัย เพราะว่าเศรษฐกิจพอเพียง เป็นสิ่งที่ทำให้เราอยู่ในโลกโลกาภิวัฒน์ได้ทัดเทียมกับประเทศอื่นๆ
ถัดมาเป็นตัวนิยามความหมายความพอเพียงคืออะไร
ความพอเพียง หมายถึง ความพอ ประมาณ ความมีเหตุผล รวมถึงความจำเป็นที่จะต้องมีระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีพอสมควร สะท้อนถึงเรื่องโลกาภิวัฒน์ ต่อการมีผลกระทบใดๆ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายนอกและภายใน
ถัดมาเป็นเรื่องของเงื่อนไข มี 2 ส่วน ส่วนแรกก็คือทั้งนี้ จะต้องอาศัยความรอบรู้ ความรอบคอบ และความระมัดระวังอย่างยิ่ง ในการนำวิชาการต่างๆ มาใช้ในการวางแผนและการดำเนินการทุกขั้นตอน ... เพราะฉะนั้น ท่านทำงานในหน่วยงาน ท่านนึกภาพเอา
บางท่านอาจเรียน ป.ตรี ... บางท่านจบโทจากต่างประเทศ ... บางท่านไปมีความรู้มาจากที่ต่างๆ ... ถ้าท่านได้ความรู้ที่มีประโยชน์มาแล้ว ท่านได้สามารถนำมาใช้ในการวางแผนในการดำเนินงาน ท่านได้ทำตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง
แต่ถ้าท่านทำงานแบบเดิมๆ ไม่เคยนำความรู้ใหม่ๆ มาใช้ ไปเข้าใจว่าเศรษฐกิจพอเพียง คือ อยู่อย่างสมถะ อยู่อย่างง่ายๆ ไม่ปรับปรุงพัฒนาไป อันนั้นไม่น่าจะใช่หลักเศรษฐกิจพอเพียง ประโยคจึงถือว่า เป็นประโยชน์ต่อหน่วยงาน
ส่วนที่จะเป็นเงื่อนไขอันที่ 2 และขณะเดียวกันจะต้องเสริมสร้างพื้นฐานจิตใจของคนในชาติ นี้ก็เป็นเรื่องของหลักคุณธรรม โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐ นักทฤษฎี และนักธุรกิจในทุกระดับ ให้มีสำนึกคุณธรรมความซื่อสัตย์ สุจริต และให้มีความรอบรู้ที่เหมาะสมให้ดำเนินชีวิตด้วยความอดทน ความเพียร มีสติ ปัญญาและความรอบคอบ เพื่อให้สมดุลและพร้อมต่อการรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และกว้างขวาง ทั้งด้านวัตถุ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมจากโลกภายนอกได้เป็นอย่างดี
เป็นการเน้นให้พวกเราใช้ความรู้ให้เป็นประโยชน์
และท้ายที่สุดก็มาจบที่เราต้องมีระบบที่จะยอมรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
เพราะฉะนั้น พระองค์ท่านก็จะนึกถึงหลักของการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นเสมอกับสังคมไทย บางส่วนก็เป็นการเปลี่ยนแปลงที่มีสาเหตุมาจากภายใน บางส่วนก็มีสาเหตุมาจากภายนอก ก็แล้วแต่ เพราะฉะนั้นการสร้างเกราะคุ้มกันตัวเราในภารกิจต่างๆ ที่เราทำในหน้าที่การงานก็เป็นสิ่งที่พึงกระทำ
ทั้งหมดนี้ เป็นหัวใจของหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ที่จะเราจะได้นำไปใช้เป็นเหมือนปรัชญา หรือคู่มือ ในการดำเนินชีวิตก็ว่าได้
ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่ในหลวงของเรา ทรงพระราชทานให้แก่พสกนิกรชาวไทยนั้น ประกอบด้วย 3 หลักกับ 2 เงื่อนไข
หลักที่ 1 คือ หลักของการเดินสายกลาง ไม่สุดโต่ง
หลักที่ 2 คือ หลักของการใช้เหตุผลในการตัดสินใจ แทนการใช้อารมณ์ในตัดสินใจอย่างปัจจุบันทันด่วน
หลักที่ 3 คือ หลักของการมีภูมิคุ้มกันจากการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ โดยเฉพาะจากปัจจัยที่มีการเปลี่ยนแปลง ที่อยู่นอกเหนืออิทธิพลของเรา กล่าวคือ อย่างเสี่ยงเกินไป อย่าเล็งผลเลิศเกินไป อย่าโลภเกินไป เพราะว่าถ้าทำอะไรไปโดยหวังว่าทุกอย่างมันจะดีหมด บางทีเหตุการณ์ข้างนอก ซึ่งอยู่เหนืออิทธิพลของเรา อาจจะทำให้ผิดพลาดได้ และผลกระทบที่เกิดกับเรา อาจจะทำให้ถึงกับล้มไปก็ได้ ฉะนั้นทำอะไรไปขอให้นึกถึงว่าเหตุการณ์บางอย่างอาจจะไม่ดี ถึงแม้มีเหตุการณ์ที่ไม่ดีเกิดขึ้น เราก็ยังพออยู่รอดได้
หลักการข้างต้นเป็น 3 หลักการ ที่ต้องใช้ควบคู่พร้อมๆ กันไปทั้ง 3 หลักส่วน 2 เงื่อนไข ได้แก่
เงื่อนไขที่ 1 คือ คุณธรรม ผู้ที่ปฏิบัติหรือผู้ที่ตัดสินใจนั้น ควรจะตัดสินใจด้วยคุณธรรม เช่น ความซื่อสัตย์ ความเพียร ความอดทน กล่าวคืออย่าไปนั่งงอมือ งอเท้า แล้วหวังว่าทุกอย่างมันจะเกิดขึ้นมาอย่างดี หลายๆ อย่างนั้น ไม่ใช่เกิดขึ้นมาจากการทำอะไรง่าย ๆ เป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความเพียร แต่มีความซื่อสัตย์ เรียกว่าไม่ทำอะไรแบบอยากได้ผลเร็ว ๆ เขาเรียกว่า ตัดมุม หรือ Cut corner ขอให้ทำอะไรด้วยความซื่อสัตย์ คนเขาเห็นความซื่อสัตย์ ตัวเองก็จะได้รับผลจากการที่มีคนเชื่อถือ
เงื่อนไขที่ 2 คือ ความรอบรู้ ความรอบคอบ และความระมัดระวัง ไม่ใช่เป็นความรู้จากตำราเฉย ๆ แต่เป็นความรู้ที่ได้มาจากการมีประสบการณ์ และอาศัยความรอบคอบ ระมัดระวัง พร้อม ๆ กันไปด้วย
สรุปเป็นคำจำกัดความสั้นๆ ได้ว่า
"เศรษฐกิจพอเพียง คือ การเดินทางสายกลาง อย่างพอประมาณ มีเหตุผล และมีภูมิคุ้มกันที่ดี โดยอาศัยความรู้คู่คุณธรรม"
นิยามรัก......
แบบนี้เกิดขึ้นทุกวันและทุกปี เช่นเดียวกับวันนี้วันที่เรามีโอกาสตามทั้งคู่มาทำกิจกรรมหวานๆ โดยบุกมาถึง “ไพร์ม เนเจอร์ วิลล่า หัวหิน” อาณาจักรที่ฝ่ายชายกำลังปลุกปั้นให้เป็นศูนย์รวมความสุขและความอบอุ่นริมชายทะเลสวย
แรกพบทั้งคู่ก็ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมใครๆ ถึงชอบมาสวีทกันที่นี่ ทะเล หาดทราย สายลม โรแมนติกสุดๆ "พายุ" นักธุรกิจหนุ่มไฟแรงวัยย่าง 26 ปี ทายาทธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มูลค่าหมื่นล้าน ส่วน "เล็ก" วัยไล่เลี่ยกัน ทายาทธุรกิจหรูหราอย่าง "มารีน่ายอร์ช คลับ” อันโด่งดังในภูเก็ต การโคจรมาพบกันของคนสองคนเกิดจากเพื่อนของต่างฝ่ายต่างแนะนำ แต่ก่อนหน้านี้พวกเขาเคยรู้จักชื่อเสียงเรียงนามกันมาบ้างแล้ว พอมามีโอกาสได้ใกล้ชิดสานสัมพันธ์ ก็ทำให้ต้นรักเริ่มหยั่งราก และค่อยๆ เจริญเติบโตเป็นลำดับ
“เจอกันครั้งแรกก็ที่หัวหินนี่แหละ เป็นปาร์ตี้กลุ่มเพื่อนสนิท ก็ไม่ปิ๊งทันทีนะ“ พายุเล่าเท้าความพร้อมเหลือบไปสบตาเล็ก ขณะที่ฝ่ายหญิงเสริมว่าประทับใจฝ่ายชายจากการเป็นคนเสมอต้นเสมอปลาย และปากตรงกับใจ
“ผู้ชายคนนี้บุคลิกน่าสนใจนะ แปลกดี ดูเจ้าชู้หน่อยๆ พอได้พูดคุยแล้วเขาเป็นคนฉลาดทีเดียว หลายๆ อย่างคุยแล้วคลิกถูกคอ อาจเพราะความคิดคล้ายๆ กัน คือความมีเหตุมีผล คบกันระยะหนึ่งถึงสนิทใจและใช้คำว่าแฟน” เล็กบอกพร้อมยิ้มมุมปาก
วันสบายๆ วันนี้ทั้งคู่นึกสนุกอยากเข้าครัวทำอาหารง่ายๆ กินกันเอง และสถานที่ก็ไม่ใช่อื่นไกลที่ไหน ในร้านอาหารนั่งชิล ชิล ชื่อ “พายุ Bistro” ริมหาดหัวหินของฝ่ายชายนั่นเอง เลือกรายการอาหารแนะนำของร้านซะด้วย อย่าง “สไปซี่ แปซิฟิก ทาทา” ที่สำคัญฝ่ายชายคิดสูตรขึ้นเอง อาศัยความชอบเรื่องทำอาหารเป็นทุนเดิมตั้งแต่เมื่อครั้งยังไปเรียนต่างประเทศ ส่วนฝีมือไม่ต้องห่วงทำขายได้สบายๆ...มั้ยล่ะมั่นใจสุดๆ
เอาล่ะเตรียมส่วนประกอบสำคัญ มี แซลมอน ทูน่า อะโวคาโด้ พริกขี้หนู มายองเนส และวาซาบิ เห็นเครื่องปรุงแล้วก็พอเดาออกว่าจานนี้ต้องรสชาติเข้มจัดจ้านแน่ๆ เลย ว่าแล้วพายุก็สวมบทพ่อครัวจับมีดหั่นแซลมอน และทูน่าเป็นชิ้นเล็กๆ ส่วนเล็กก็จัดแจงปอกอะโวคาโด้ แล้วหั่นอย่างทะมัดทะแมงเพื่อทำทาทาซอส ถ้าเป็นอาหารไทยที่ฝ่ายหญิงถนัดคงทำหน้าที่แม่ครัวใหญ่แต่อาหารฝรั่งอย่างนี้ขอเป็นลูกมือดีกว่า ว่าพลางแอบค้อนเล็กน้อย
เห็นคู่รักทำอาหารกะหนุงกะหนิงแล้วตาชักร้อน จังหวะนี้เลยขอแทรกเฟรมถามเกี่ยวกับความประทับใจของฝ่ายชายที่มีต่อหญิงสาว นอกเหนือจากการทำอาหารกินกันบ่อยๆ พายุสบตาแฟนสาวก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า “ด้วยภาพลักษณ์ของผมในวงสังคมเป็นหนุ่มเพลย์บอย แต่นั่นเล็กลืมเลยก่อนจะคบเป็นแฟน ตอนนี้มีเล็กคนเดียว ไม่ได้เป็นแบบนั้นอีกแล้ว ซึ่งเล็กก็ให้ความไว้เนื้อเชื่อใจ”
สาวเจ้าที่กำลังคลุกเคล้าทาทาซอสอยู่เคียงข้างเผยบ้าง “ถ้าเทียบเป็นเส้นกราฟ ใหม่ๆ ก็อาจจะหยึกหยักๆ ต่างฝ่ายต่างกำลังศึกษาใจคอกัน พอถึงจุดหนึ่งค่อยๆ ขึ้น เราได้เห็นความจริงใจของเขา ก็ให้โอกาสซึ่งกันและกันได้ปรับตัวเข้าหากัน” เล็กบอก
เล็กยอมรับว่า แม้ตัวตนของพายุจะดูเอาจริงเอาจังกับงาน แต่ลึกๆ ก็แอบมีโรแมนติกให้เห็นไม่น้อย ว่าแล้วก็สบตาพายุเหมือนจะถามว่า “จริงปะ” แต่ด้วยความเขินที่ไม่เคยพูดเรื่องนี้ต่อหน้าใคร ฝ่ายชายจึงเอ่ยตอบกล้อมแกล้มว่าก็ไม่ขนาดนั้นหรอก
“พายุเป็นคนไม่ค่อยพูดแต่จะกระทำมากกว่า อย่างเล็กเป็นคนเดินทางบ่อย พายุก็จะรู้ว่าต้องนั่งเครื่องนั่งรถนานๆ อาจจะเบื่อก็จะซื้อไอพอดไว้ให้ แล้วเล็กเป็นคนไม่ค่อยรู้เรื่องเทคโนโลยี เขาก็จะโหลดเพลงที่เราชอบ 700 กว่าเพลงไว้ให้ ไปต่างประเทศนานๆ ไม่ได้คุยกัน เวลาเปิดไอพอดฟังก็เหมือนเป็นตัวแทนของเขา มีรูปเขารูปของเล็กในไอพอดด้วย ก็รู้สึกดี” เล็กยืนยันอีกครั้ง
คนสองคนคบหาดูใจกันฉันแฟนแบบเปิดใจ การใช้ชีวิตแบบคู่รักก็มีอุปสรรคบ้าง โดยเฉพาะเรื่อง “เวลา” ที่ทั้งคู่ต่างเป็นคนทำงาน ทำให้เวลาที่จะพบเจอกันบ่อยๆ นั้นไม่ง่ายนัก จึงมีบ้างที่บางครั้งอาจเกิดอาการงอนกัน แต่ทุกอย่างจบลงด้วยคำเพียงคำเดียวที่ว่า “เข้าใจ”
“ไม่ใช้คำว่า “รัก” พร่ำเพรื่อ แต่เราเดินไปพร้อมๆ กัน และไม่เรียกร้องซึ่งกันและกันจนเกินเหตุ แค่ใส่ใจทุกรายละเอียดเกี่ยวกับตัวเขา แม้จะเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ” พายุบอก
อย่างนี้นี่เองชีวิตรักแบบคู่รักจึงเดินทางและฟันฝ่าหลายสิ่งหลายอย่างจนเข้มแข็งและเติบโตงอกงามขึ้นทุกวัน วันวาเลนไทน์ที่ใครๆ โดยเฉพาะคู่รักส่วนใหญ่ต่างให้ความสำคัญ สำหรับเขาและเธอจึงเป็นเพียงวันธรรมดาวันหนึ่งที่ไม่ได้พิเศษกว่าวันอื่นๆ
“เล็กเป็นผู้หญิงก็ให้ความสำคัญบ้าง เป็นวันที่น่ารัก ก็มีอะไรให้เขานิดหน่อย แต่ไม่ถึงกับวางโปรแกรมหวานแหววมากมาย จะให้ความสำคัญในเรื่องการห่วงใยในทุกวันมากกว่า ไม่เฉพาะวันวาเลนไทน์” จังหวะเดียวกับที่พายุยิ้มให้เล็กแล้วพยักหน้าเห็นด้วยทุกถ้อยคำ
ถ้าจะให้นิยามความรักของเล็กกับพายุคงพอจะเทียบได้กับเมนูเด็ดจานนี้ที่มีทั้งความนุ่มของเนื้อปลา ความมันของอะโวคาโด้และคาเวียร์ และที่ขาดไม่ได้คือความเผ็ดจี๊ดของวาซาบิ ผสมผสานคลุกเคล้ากันจนลงตัวในแบบของพวกเขา
หลังจากหม่ำฝีมือตัวเองจนหนำใจแล้ว เล็กออกไอเดียน่าจะออกไปปั่นจักรยานเล่นชิลๆ นะ แต่จุดประสงค์ลึกๆ ที่แอบอุบอิบไม่บอกแฟนหนุ่มก็คือ โรแมนติกและยังเป็นการลดความอ้วนไปในตัวด้วยนะ เนียนได้อีก...(ฮ่า ฮ่า ฮ่า)
ชั่วโมงนี้ เรื่องการวางแผนที่จะครองรักกันในอนาคต ทั้งคู่บอกปล่อยให้เป็นเรื่องของ “อนาคต” อย่าไปวางเป้ามากเพราะจะเกิดความ “คาดหวัง” สูง ขอวันนี้คนสองคนยัง “รัก” และ “เข้าใจ” แล้วทุกอย่างจะดำเนินไปตามที่ควรจะเป็น...แค่นี้ก็ “เพียงพอ”
คำสอน..
ของแม่เสียงที่เคย เอ่ยฟัง ยังคงอยู่เฝ้าอุ้มชู เลี้ยงดู มิรู้หน่ายคอยฟูมฟัก ด้วยรัก ลูกมากมาย มิท้อใจ ขอให้ ลูกได้ดีความฉลาด แม่อาจ วาดไม่ได้ลูกต้องใช้ หัวใจ ไล้แต้มสีประสบการณ์ ก้าวผ่าน เนิ่นนานมีกลวิธี แห่งชีวี ที่มีมาแม่อยากให้ ใจลูก คิดถูกต้องจงไตร่ตรอง พิศมอง ผองปัญหาทางสายกลาง ทิศทาง สร้างปัญญารักศรัทธา ค่าความดี ที่เจ้าทำเมื่อลูกเห็น ใครลำเค็ญ อย่าเข่นข้องเข้าทำนอง กองไม้ล้ม ก้มเหยียบย่ำเฝ้าคิดร้าย ต่อใคร ไม่ควรทำลูกจงจำ ถ้อยคำ แม่ย้ำเตือนจงก้าวเดิน เผชิญจิต ลองผิดถูกเมื่อคิดผูก ต้องลุก กระตุกเงื่อนด้วยตัวเรา เท่านั้น อย่าฟั่นเฟือนคิดเลอะเลือน เงื่อนตาย ได้อายตัวจงเรียนรู้ สู่ทาง อย่างอดกลั้นมิหวาดหวั่น พลันตก อกสลัว ใช้สมอง ตรองพิศ อย่าคิดกลัวดีหรือชั่ว ตัวเรา ย่อมเข้าใจลูกมีสิทธิ์ คิดฝัน ทุกวันวี่แต้มชีวี สีสัน อันสดใสแม้นไม่อาจ วาดฝัน ได้ทันใดสู้ต่อไป อย่าสิ้นไร้ ในใจตน ยามใดสุข เผื่อทุกข์ เข้าปลุกปลอบนี่คือกรอบ ครอบใจ ได้ทุกหนทางชีวิต ลิขิตวาง อย่างแยบยลบรรลุผล หลุดพ้น วังวนกรรมแม่อยากให้ ยิ้มไว้ ทั่วใบหน้า ใครว่าบ้า อย่าสน คนพูดพร่ำ ยิ้มเพื่อได้ ล้างใจ ใคร่ควรทำ ยิ้มประจำ นำชีวิต จิตเบิกบานมีสิ่งหนึ่ง พึงจำ ในคำแม่ความจริงแท้ แน่วแน่ ไม่แปรผันพูดโกหก เหมือนตก นรกพลันทุกข์อนันต์ มหันต์ภัย ดั่งไฟฟอนกำลังใจ แม่ให้ ไม่มีหมดมิเลี้ยวลด จำจด ทุกบทสอนพระคุณแม่ แท้จริง ยิ่งสาครประนมกร อ่อนแนบ แทบเท้าเอย
A Friend... is a tissue when you can't stop crying เพื่อน คือ กระดาษทิชชู....ตอนเราร้องไห้ไม่หยุดซะที
A Friend... is a shoulder when you feel like dying เพื่อน คือ หัวไหล่....ให้เราซบ เมื่อเรารู้สึกย่ำแย่
A Friend... always listens when you have something to say เพื่อน รับฟังทุกอย่าง...เวลาเรามีเรื่องจะพูด
A Friend... is a week when you need a day เพื่อน คือ สัปดาห์...เมื่อคุณต้องการวัน
A Friend... is a crutch when you have a brokenheart เพื่อน คือ ไม้ดามหัวใจ...ยามเราอกหัก
A Friend... is some glue when everything falls apart เพื่อน คือ กาว...เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างดูจะแตกสลาย
A Friend... is a sun when the rain just won't stop เพื่อน คือ แสงอาทิตย์...เมื่อฝนไม่หยุดตก
A Friend... is your mom when you run into a cop เพื่อน คือ คล้ายๆกับแม่นะ...หากเราต้องขึ้นโรงพัก
A Friend... is a phone call when you can't leave your home เพื่อน คือ โทรศัพท์ เมื่อคุณไม่สามรารถออกจากบ้านได้
A Friend... is a hand when you feel all alone เพื่อน คือ มือ...เมื่อเรารู้สึกเปล่าเปลี่ยว..(ขอจับมือหน่อยนะ)
A Friend... is a wing if you want to fly เพื่อน คือ ปีก....หากคุณอยากจะบิน
A Friend... understands without knowing why เพื่อน...จะเข้าใจเราทุกอย่าง โดยปราศจากคำถามว่า ทำไม
A Friend... is an ear for a secret to tell เพื่อน คือ หู...เพื่อเอาไว้ฟังทุกเรื่อง..(โดยเฉพาะเรื่องลับๆ)
A Friend... is an aspirin when your head hurts like hell เพื่อน คือ แอสไพลิน....เมื่อเราปวดหัว
A Friend... is a love that can never let go เพื่อน คือ ความรัก...ที่คุณไม่ต้องค้นหา
A Friend... is you, and i wanted you to know!! เพื่อน คือ คุณ.....ฉันอยากให้คุณรู้i hope ....
A FRIENDSHIP between you & me is forever more... ฉันหวังว่า...... มิตรภาพระหว่างเราจะเป็นแบบนี้ตลอดไป
ภาวะโลกร้อนเกิดจากอะไร ?
ก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gas) เป็นก๊าซที่มีคุณสมบัติในการดูดซับคลื่นรังสีความร้อน หรือรังสีอินฟาเรดได้ดี ก๊าซเหล่านี้มีความจำเป็นต่อการรักษาอุณหภูมิในบรรยากาศของโลกให้คงที่ ซึ่งหากบรรยากาศโลกไม่มีก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศ ดังเช่นดาวเคราะห์ดวงอื่นๆ ในระบบสุริยะแล้ว จะทำให้อุณหภูมิในตอนกลางวันนั้นร้อนจัด และในตอนกลางคืนนั้นหนาวจัด เนื่องจากก๊าซเหล่านี้ดูดคลื่นรังสีความร้อนไว้ในเวลากลางวัน แล้วค่อยๆ แผ่รังสีความร้อนออกมาในเวลากลางคืน ทำให้อุณหภูมิในบรรยากาศโลกไม่เปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน
มีก๊าซจำนวนมากที่มีคุณสมบัติในการดูดซับคลื่นรังสีความร้อน และถูกจัดอยู่ในกลุ่มก๊าซเรือนกระจก ซึ่งมีทั้งก๊าซที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติและเกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ ก๊าซเรือนกระจกที่สำคัญคือ ไอน้ำ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โอโซน มีเทนและไนตรัสออกไซด์ สารซีเอฟซี เป็นต้น แต่ ก๊าซเรือนกระจกที่ถูกควบคุมโดยพิธีสารเกียวโต มีเพียง 6 ชนิด โดยจะต้องเป็นก๊าซที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ (anthropogenic greenhouse gas emission) เท่านั้น ได้แก่ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ก๊าซมีเทน (CH4) ก๊าซไนตรัสออกไซด์ (N20) ก๊าซไฮโดรฟลูออโรคาร์บอน (HFC) ก๊าซเพอร์ฟลูออโรคาร์บอน (PFC) และก๊าซซัลเฟอร์เฮกซะฟลูออไรด์ (SF6) ทั้งนี้ ยังมีก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ที่สำคัญอีกชนิดหนึ่ง คือ สารซีเอฟซี (CFC หรือ Chlorofluorocarbon) ซึ่งใช้เป็นสารทำความเย็นและใช้ในการผลิตโฟม แต่ไม่ถูกกำหนดในพิธีสารเกียวโต เนื่องจากเป็นสารที่ถูกจำกัดการใช้ในพิธีสารมอนทรีออลแล้ว แหล่งกำเนิดของก๊าซเรือนกระจก + การย่อยสลายของซากพืชซากสัตว์ + จากโรงงานอุตสาหกรรม + เครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น ใช้เป็นสารหล่อเย็นในตู้เย็น เครื่องปรับอากาศ + ของใช้ประจำวัน เช่น ใช้เป็นสารขับดันในเครื่องกระป๋องที่เป็นสเปรย์ + จากกทำนาข้าว หรือพืชที่ขังน้ำ และปศุสัตว์ + การเผาไหม้ของซากพืชหรือสัตว์ + การใช้งานโดยมีการเผาไหม้ของถ่านหิน น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ + การเผาไหม้ในหลายรูปแบบ เช่น การใช้น้ำมันเชื้อเพลิงในโรงงานอุตสาหกรรม ในรถยนต์ + การเผาป่า เพื่อใช้พื้นที่อยู่อาศัย หรือทำการเกษตร หรือเผาหญ้าเผาฟางหลังการเก็บเกี่ยว + การทำปศุสัตว์ การเลี้ยงสัตว์ การทำฟาร์ม